มหันตภัยน้ำโขง เขื่อนไซยะบุรี (โดย ข่าวสด)


มหันตภัยน้ำโขง เขื่อนไซยะบุรี
ข่าว สดรายวัน  โดย วิภาวี จุฬามณี
วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7423

ขณะที่ยังมีข้อถกเถียงกันว่า ปัญหาน้ำโขงแห้งผิดปกติเกิดจากสภาพภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป หรือเกิดจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ขวางกั้นลำน้ำโขงในประเทศจีนกันแน่

โครงการ สร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนล่างกลับยังเดินหน้าต่อไป โดยนับตั้งแต่ปีพ.ศ.2549 เป็นต้นมา บริษัทเอกชนทั้งของไทย มาเลเซีย เวียดนาม รัสเซีย และจีน ได้เตรียมการศึกษาโครงการสร้างเขื่อน 12 แห่งบนแม่น้ำโขง

ในจำนวนนี้ 8 แห่ง อยู่ในประเทศลาว 2 แห่งอยู่ในกัมพูชา และอีก 2 แห่งอยู่ชายแดนไทย-ลาว

โดยโครงการที่มี ความคืบหน้ามากที่สุด คือ “เขื่อนไซยะบุรี” ที่จะสร้างกั้นแม่น้ำโขงในเขตหุบเขาสลับซับซ้อนทางตอนเหนือของประเทศลาว ที่แขวงไซยะบุรี ห่างจาก อ.เชียงคาน จ.เลย ไปราว 200 ก.ม.

ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอน “การแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง” ตามข้อตกลงของคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) ที่ประเทศสมาชิก 3 ชาติ คือ ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ต้องจัดเวทีปรึกษาหารือภายในประเทศของตนเอง ก่อนส่งให้รัฐบาลลาวตัดสินใจโครงการในวันที่ 22 เม.ย.ที่จะถึง

ใน ส่วนของประเทศไทยได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนไปแล้ว 3 ครั้ง ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย, อ.เชียงคาน จ.เลย, และอ.เมือง จ.นครพนม ข้อสรุปของ 3 เวที ประชาชนยังมีข้อกังวลอีกกว่า 200 ประเด็น จึงเสนอให้ยืดเวลาการตัดสินใจ และขอให้รัฐบาลลาวเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนรอบด้าน

ในส่วนของภาค รัฐที่เกี่ยวข้อง คือ กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงพลังงาน ยังไม่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับชาวบ้าน จึงยังไม่สามารถสรุปจุดยืนของไทยไปยังเอ็มอาร์ซีได้

จากการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านริม โขงที่ อ.เชียงคาน อ.ปากชม จ.เลย และชาวบ้านใน จ.หนองคาย หลายคนกังวลว่า เขื่อนไซยะบุรีอาจทำให้วีถีชีวิต การหาอยู่หากินเปลี่ยนไป เนื่องจากการไหลของน้ำไม่เป็นไปตามธรรมชาติ

เพราะลำพังแค่เขื่อนใน ประเทศจีน ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร ก็กระทบกับชีวิตของพวกเขาในหลายด้านอยู่แล้ว

นายกัญจน์ วงศ์อาจ ประธานชมรมรักษ์ถิ่นไทยเลย บอกว่า หลังจากสร้างเขื่อนในประเทศจีน น้ำในแม่น้ำโขงลดลง ชาวบ้านไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ เพราะน้ำขึ้นและลงอย่างฉับพลัน ทำให้พืชผักที่ปลูกไว้ตามเนินทรายริมตลิ่งเสียหาย ส่วนปลาในแม่น้ำโขงก็ไม่สามารถวางไข่ได้ตามปกติ

เมื่อรวมกับการส่ง เสริมการท่องเที่ยว ที่ทำให้ความต้องการบริโภคปลาน้ำโขงเพิ่มขึ้น จำนวนปลาที่จับได้ตามธรรมชาติจึงลดลงทุกที เมื่อเป็นเช่นนี้ คนริมโขงจึงต้องเปลี่ยนอาชีพ และมีจำนวนไม่น้อยที่อพยพไปหากินในถิ่นอื่น

“รัฐบาล ควรคิดให้หนักว่า จะคุ้มกันหรือไม่กับระบบนิเวศที่เสียไป ไฟฟ้าที่ได้มันทดแทนกับอาหารได้ไหม พืชบางชนิดเกิดตามธรรมชาติ เป็นแหล่งอาหารที่เราเก็บมากินได้เลย แต่สิ่งเหล่านี้รัฐไม่เคยมานั่งมอง มองแต่เรื่องใหญ่ๆ อย่างไฟฟ้า ถ้ายังดันโครงการนี้ ก็เท่ากับฆ่าอีกหลายครอบครัว สิ่งที่ชาวบ้านต้องการ คือไม่อยากให้เขื่อนเกิดขึ้นเลย”

เช่นเดียวกับ นางจิราพร มาร์เธอร์ ตัวแทนผู้ประกอบการท่องเที่ยวใน อ.เชียงคาน บอกว่าโดยปกติแล้วคนมาเที่ยวเชียงคาน เพราะอยากกินปลาแม่น้ำโขง แต่เดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวเริ่มบ่นว่าปลาราคาแพง ซึ่งก็เป็นผลมาจากชาวประมงจับปลาได้น้อยลง ร้านอาหารต่างๆ จึงต้องใช้ปลากระชังมาทำอาหารแทน นอกจากนี้ ยังส่งผลถึงอาชีพเรือรับจ้าง เพราะเมื่อน้ำโขงแห้ง นักท่องเที่ยวก็ไม่สามารถล่องเรือได้

ส่วน กมล คงปิ่น นายกเทศมนตรี ต.เชียงคาน ร่วมย้ำว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนไซยะบุรีน้อยมาก ขณะที่โครงการกลับคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว การจัดเวทีที่เพิ่งผ่านไป คนเชียงคานบอกว่าอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบ แต่หน่วยงานที่มาชี้แจง กลับบอกว่าข้อมูลเป็นเอกสิทธิ์ของรัฐบาลลาว ตอนนี้พี่น้องเชียงคานจึงอยู่ในสถานะไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย

“เขาไม่ให้ ข้อมูลแล้วจะจัดเวทีทำไม ถ้าบอกเราหน่อยว่าสร้างเขื่อนแล้วระดับน้ำสูงสุดเท่าไหร่ ต่ำสุดเท่าไหร่ ชาวบ้านจะได้ตัด สินใจ ถ้าเห็นว่าดี ชาวบ้านอาจยินดีให้สร้างก็ได้ แต่นี่จัดเวทีแล้วก็ไม่มีข้อมูล รู้กันก็เฉพาะคนที่สนใจ ไม่ประชาสัม พันธ์อะไรเลย ผมเองเป็นนายกเทศ มนตรี ก็เพิ่งมารู้ตอนที่มีคนโทร ศัพท์มาตามให้ไปร่วมประชุม” นายกฯ เชียงคาน กล่าว

ขณะที่ นายสุรจิตร ชิรเวทย์ ส.ว.สมุทรสงคราม ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการทรัพยากรน้ำ วุฒิสภา และคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล แสดงความเห็นภายหลังลงพื้นที่สำรวจริมฝั่งโขงว่า เขื่อนไซยะบุรี เป็นเขื่อนแรกที่จะต้องนำเข้าพิจารณาในระดับภูมิภาค ตามข้อตกลงของเอ็มอาร์ซี และจะเป็นมาตรฐานสำหรับการสร้างเขื่อนต่อๆ ไปในอนาคต

แต่จากการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการทั้ง 2 คณะ เห็นว่าการลงนามความเข้าใจในโครงการนี้ระหว่างไทย ซึ่งเป็นผู้ซื้อไฟฟ้า และรัฐบาลลาวเจ้าของโครงการ ยังขาดความโปร่งใส เพราะยังไม่ผ่านความเห็นจากรัฐสภา ส่วนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และข้อมูลผลกระทบข้ามพรมแดนจากการสร้างเขื่อน ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญมากในโครงการ ก็ยังไม่เป็นที่เปิดเผยอย่างแพร่หลาย

“ผล การรับฟังความคิดเห็นคร่าวๆ ใน 3 ประเทศ เวียด นามบอกว่าไม่เอาเขื่อน ขณะที่ภาคประ ชาชนในเขมรบอกว่า อย่าทุบหม้อข้าวตัวเอง ข้อเสนอของผมตอนนี้คือ ขอให้รัฐบาลจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วม โดยเชิญทูตจากทุกประเทศในลุ่มน้ำมาร่วมด้วย”

“สิ่งสำคัญ คือต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นประเด็นสาธารณะของประเทศทั้งลุ่มน้ำ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไทยจะไปขัดใจกับลาว และต้องไม่ให้ถูกบิดเบือนเป็นการเมืองต่างตอบแทน แล้วกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศไปเด็ดขาด” นายสุรจิตรย้ำ

แม่ น้ำโขงไหลหล่อเลี้ยงทั้งชีวิต และจิตวิญญาณของคน 2 ฝั่งน้ำหลากหลายชาติพันธุ์มาช้านาน แต่วันนี้น้ำโขงถูกคุกคามขึ้นเรื่อยๆ จนชีวิตคนริมโขงเริ่มไม่เหมือนเดิม ไม่เฉพาะแค่ไทย แต่ทั่วทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์นี้