รายงานการศึกษาเรื่อง

 ปัญหาการกำกับกิจการและการคุ้มครองผู้บริโภค

ในกิจการพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย


เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ

“จินตนาการใหม่ เรื่อง พลังงานใน 20 ปี ข้างหน้า : ข้อเสนอสู่แผนพีดีพี”

จัดโดย คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา

โดยคณะอนุกรรมาธิการทบทวนแผนกำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคม

ร่วมกับมูลนิธิสุขภาพไทย   มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  และมูลนิธิไฮน์ริค  เบิลล์

วันที่  10-11  กุมภาพันธ์  2554

 

โดย นายอิฐบูรณ์  อ้นวงษา

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

กุมภาพันธ์ 2554

(ความเห็นในรายงานฉบับนี้เป็นของผู้เขียน คณะผู้จัดงานไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป)

บทนำ

รายงานการศึกษาเรื่อง การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย ฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “จินตนาการใหม่ เรื่อง พลังงานใน 20 ปี ข้างหน้า : ข้อเสนอสู่แผนพีดีพี” ที่คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา โดยคณะอนุกรรมาธิการทบทวนแผนกำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับมูลนิธิสุขภาพไทย   มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  และมูลนิธิไฮน์ริค  เบิลล์ ร่วมจัดเวทีนี้ขึ้นในวันที่  10-11  กุมภาพันธ์  2554 โดยมุ่งหวังที่จะให้เป็นพื้นที่ของประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวข้อง และร่วมกันกำหนดข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวต่อแผนพัฒนาพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยให้มีความเป็นธรรมต่อประเทศชาติ ประชาชนและสังคมโดยรวม

เนื้อหาในรายงานฉบับนี้ ผู้ศึกษาได้รวบรวมจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่สำคัญ  อาทิ รายงานประจำปีจากกระทรวงพลังงาน ประจำปี 2551 รายงาน แบบ 56-1 ประจำปี 2552 ของ บริษัท ปตท จำกัด(มหาชน) รายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และรายงานการประชุมคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และได้นำมาเรียบเรียงใหม่โดยนำเสนอให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างกิจการก๊าซธรรมชาติซึ่งถือเป็นกิจการต้นน้ำกับกิจการไฟฟ้าซึ่งถือเป็นกิจการปลายน้ำ  เหตุจูใจในการวางแผนกำลังผลิตไฟฟ้าในช่วงที่ผ่านมา และปัญหาในการกำกับกิจการพลังงานขององค์กรตามกฎหมาย

ผู้ศึกษาหวังว่า แม้ข้อมูลที่รวบรวมได้นี้จะมีรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่ก็เห็นว่าเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมและประชาชนที่สนใจในปัญหาด้านนี้ ได้เข้าใจถึงสถานการณ์ด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งมีหลายจุดหลายประเด็นที่ประชาชนต้องเข้ามาช่วยกันแก้ไข กำหนดทิศทางพลังงานของประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมอย่างแท้จริงต่อไป

ส่วนที่ 1

ภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่าง

อุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติกับอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า

 เกริ่นนำ

การผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยในปัจจุบัน มีการใช้ก๊าซธรรมชาติมากถึงร้อยละ 70 ซึ่งต้นทุนเชื้อเพลิงพลังงานทั้งหมดจะส่งผ่านให้กับผู้บริโภคทั้งในส่วนค่าไฟฟ้าฐานและค่าไฟฟ้าผันแปร(Ft) ก่อเกิดเป็นผลกำไรแก่กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเพื่อความก้าวหน้ามั่นคงทางธุรกิจ กิจการอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติจึงพยายามเข้ามามีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อการกำหนดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ และการกำหนดประเทภของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า

การวิเคราะห์ถึงปัญหาของแผนกำลังผลิตไฟฟ้า หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค โดยมองเฉพาะโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าที่กำหนดเป็นสูตรสลับซับซ้อน จะทำให้เรายากที่จะเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้นและไม่มีทางออก

ดังนั้น รายงานศึกษาฉบับนี้ จึงขอเริ่มต้นด้วยข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติซึ่งถือเป็นกิจการพลังงานต้นน้ำ  เพื่อที่เราจะสามารถเชื่อมโยงไปถึงอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

 หมายเหตุ : เนื้อหาส่วนนี้คัดมาจากรายงาน แบบ 56-1 ประจำปี 2552 ของ บริษัท ปตท จำกัด(มหาชน)  ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 1.ภาวะอุตสาหกรรมธุรกิจสำรวจและผลิตและก๊าซธรรมชาติ

1.1 โครงสร้างอุตสาหกรรมธุรกิจสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติ

ณ ต้นปี 2552 ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติของประเทศไทย รวมทั้งส่วนของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย  เป็นดังนี้

ปริมาณสำรองปิโตรเลียม

ก๊าซธรรมชาติ
(พันล้านลูกบาศก์ฟุต)

น้ำมันดิบ

(ล้านบาร์เรล)

ก๊าซธรรมชาติเหลว (Condensate)

(ล้านบาร์เรล)

ปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว

(Proved Reserves)

12,002.55

182.91

270.85

ปริมาณสำรองที่คาดว่าจะพบ (Probable Reserves)

12,482.86

422.49

337.39

ปริมาณสำรองที่อาจจะพบ (Possible Reserves)

7,630.54

175.90

133.73

ที่มา :  รายงานประจำปี 2551 ของ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทยมีผู้ดำเนินการรายใหญ่ๆ (Operator) เช่น บริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เฮสส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด เป็นต้น   ในปี 2551  มีปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศ 2,658 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 6 น้ำมันดิบ 145,616  บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 9 และก๊าซธรรมชาติเหลว 85,862 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 9

ปริมาณการผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทยสำหรับปี 2548 – 2551 เป็นดังนี้

ปี

ก๊าซธรรมชาติ
(ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน)

น้ำมันดิบ

(บาร์เรลต่อวัน)

ก๊าซธรรมชาติเหลว

(บาร์เรลต่อวัน)

2548

2,292

113,890

69,487

2549

2,353

128,950

75,250

2550

2,515

133,549

78,844

2551

2,658

145,616

85,862

ที่มา :  ข้อมูลตาม Web Site ของ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (http://www.dmf.go.th)

สำหรับระบบท่อจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ (Distribution Pipeline System) นั้น ปัจจุบันการลงทุนและการดำเนินการส่วนใหญ่โดย ปตท. นอกเหนือจาก ปตท.แล้ว บริษัท ปตท. จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ปตท. กับ Suez-Tractebel S.A. แห่งประเทศเบลเยี่ยม และบริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด ได้ดำเนินธุรกิจพัฒนาและก่อสร้างระบบท่อย่อยเพื่อขนส่งและจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้กับลูกค้าในเขตอุตสาหกรรมรอบกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ปัจจุบันกิจการก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ในส่วนของกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงานเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล

 1.2 ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต

ปี 2552 การจัดหาก๊าซธรรมชาติรวม 3,575 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (ที่ค่าความร้อน 1,000 บีทียูต่อลูกบาศก์ฟุต) เพิ่มขึ้น 116 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปี  2551 สำหรับการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติมีปริมาณรวม 3,569 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้น 125 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 4

การจัดหาก๊าซธรรมชาติรวม 3,575 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนการจัดหาจากแหล่งในประเทศและต่างประเทศร้อยละ 78 และ 22 ตามลำดับ   โดยมีการจัดหาจากแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศใหม่ ได้แก่ แหล่งอาทิตย์เหนือ (Arthit North)

ปริมาณการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติในปี 2552 ให้กับลูกค้ากลุ่มต่างๆ มีดังนี้

  • ภาคไฟฟ้า

ปริมาณการจำหน่ายรวม 2,461 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 69 ของปริมาณจำหน่ายทั้งหมด ประกอบด้วยการจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. รวม 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระจำนวน 7 ราย รวม 905 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กจำนวน 19 ราย รวม 456 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติในภาคไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเพียง 20 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือร้อยละ 1 ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและพาณิชย์ปรับลดลงอย่างมากในช่วง 9 เดือนแรก จากผลกระทบเศรษฐกิจ แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มปรับฟื้นตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายได้ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้น

  • ภาคอุตสาหกรรม

ปริมาณการจำหน่ายรวม 370 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 ของปริมาณจำหน่ายทั้งหมด เพิ่มขึ้น 23 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือร้อยละ 7 โดยมีจำนวนลูกค้าทั้งสิ้น 295 ราย เพิ่มขึ้น 23 รายจากปี 2551

  • ภาคขนส่ง

การจำหน่ายก๊าซธรรมชาติในภาคขนส่ง หรือ NGV มีปริมาณเฉลี่ย 134 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4 ของปริมาณจำหน่ายทั้งหมด โดยเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 60 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือร้อยละ 81 ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายตรึงราคาจำหน่ายที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม และจากการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในภาคขนส่งโดยเฉพาะการสนับสนุนให้รถแท็กซี่เปลี่ยนจากการใช้ LPG มาใช้ NGV ของรัฐบาล ส่งผลให้สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคขนส่งทดแทนการใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลในปี 2552 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 7 จากร้อยละ 5 ในปี 2551 ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552 มีจำนวนรถยนต์ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงทั้งประเทศรวม 162,023 คัน และสถานีบริการ NGV รวม 391 แห่ง ประกอบด้วยสถานีแม่ 18 แห่ง สถานีตามแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ 93 แห่ง และสถานีลูก 280 แห่ง

  • การผลิตผลิตภัณฑ์จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ

การใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติมีปริมาณรวม 599 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17 ของปริมาณการจำหน่ายรวมทั้งหมด โดยเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 16 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือร้อยละ 3 เนื่องจากความต้องการก๊าซอีเทนและโพรเพนเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีปรับเพิ่มขึ้น

  •  ผลิตภัณฑ์จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ

ในปี 2552 โรงแยกก๊าซธรรมชาติสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้แก่ ก๊าซอีเทน ก๊าซโพรเพน     ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และก๊าซโซลีนธรรมชาติ (NGL) ในปริมาณรวม 4,054,623 ตัน เพิ่มขึ้น 168,104 ตัน หรือร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับปี 2551 โดยแบ่งเป็น ก๊าซอีเทน 1,064,453 ตัน ก๊าซโพรเพน 290,149 ตัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว 2,332,169 ตัน และก๊าซโซลีนธรรมชาติ 367,852 ตัน

ปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้าจำแนกตามชนิดของเชื้อเพลิงระหว่างปี 2548 2552

                                                                                                                                              หน่วย : ล้านหน่วย

ปี 2548

ปี2549

ปี 2550

ปี 2551

ปี 2552

1.     พลังน้ำ

5,671

7,950

7,961

6,951

6,966
2.   ก๊าซธรรมชาติ

94,468(70%)

94,398(66%)

98,148(67%)

104,480(70%) 105,930(71%)
3.     น้ำมันเตาและดีเซล

7,817

7,885

2,995

1,013

493
4.     ถ่านหิน

20,614

24,468

30,881

30,743

29,808
5.     กระแสไฟฟ้านำเข้า และอื่นๆ

6,228

7,217

7,041

5,033

5,161
รวม

134,798

141,919

147,026

148,221

148,358
อัตราการขยายตัว  (ร้อยละ)

5.7

5.3

3.6

0.8

          0.1

ที่มา :  ข้อมูลตาม Web Site ของ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (http://www.eppo.go.th)

กระทรวงพลังงานได้นำเสนอแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2550-2564 (PDP2007 : ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1) ต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2550  อย่างไรก็ตาม ข้อมูลและสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ภายหลังจากมีการนำแผนดังกล่าวไปใช้ประมาณ 10 เดือน โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มต่ำกว่าที่ประมาณการ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว ที่ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเรื่องอัตราค่าไฟฟ้า (Tariff MOU) บางโครงการหมดอายุและบางโครงการทำเรื่องยกเลิก Tariff MOU ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงและเจรจาราคาใหม่ทั้งหมด และหากยังคงแผนไว้เช่นเดิม จะทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองอยู่ในระดับสูง ดังนั้น กฟผ. และกระทรวงพลังงานจึงได้ทำการปรับปรุงและเสนอแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2551-2564  (PDP2007 : ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก กพช. เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552 รวมทั้งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2552 เป็นที่เรียบร้อย โดยตามแผนฉบับดังกล่าวผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระรายใหม่จะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติจะสามารถแข่งขันได้และเป็นที่ยอมรับด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น โดยประมาณการการผลิตกระแสไฟฟ้าจำแนกตามประเภทเชื้อเพลิง แสดงดังภาพ

ปัจจุบันกระทรวงพลังงานได้นำเสนอแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2564 ต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 ซึ่งได้รับความเห็นชอบและรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

 1.3 การปรับโครงสร้างบริหารกิจการพลังงาน

รัฐบาลมีนโยบายให้มีการปรับโครงสร้างบริหารกิจการพลังงานให้เหมาะสม โดยแยกงานนโยบาย งานกำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงาน และการประกอบกิจการพลังงานออกจากกัน ให้การกำกับดูแลกิจการพลังงานครอบคลุมทั้งกิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพ มั่นคง มีปริมาณเพียงพอ และให้มีการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลอิสระ คือ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เพื่อกำกับดูแลกิจการพลังงานของประเทศ โดยมีหน้าที่ป้องกันการใช้อำนาจผูกขาดโดยมิชอบ และคุ้มครองผู้ใช้พลังงานและผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการพลังงาน  เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2550 สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 (พระราชบัญญัติฯ) ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2550 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป

ส่วนที่ 2

ความสัมพันธ์ของแผนการลงทุนของ ปตท. กับแผนพีดีพี

หมายเหตุ : เนื้อหาส่วนนี้คัดมาจากรายงาน แบบ 56-1 ประจำปี 2552 ของ บริษัท ปตท จำกัด(มหาชน)  ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ความเป็นมา

การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2521 ตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2521 เพื่อดำเนินธุรกิจหลักด้านปิโตรเลียมและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเลียม อย่างไรก็ตาม ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น รัฐบาลได้เล็งเห็นความจำเป็นในการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในกิจการพลังงาน  คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2544 เห็นชอบแผนการจัดตั้งบริษัทเพื่อรองรับการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และในวันที่ 25 กันยายน 2544 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเรื่องการแปลงทุนเป็นทุนเรือนหุ้นของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย โดยให้จัดตั้ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) โดยให้ภาครัฐคงสัดส่วนการถือหุ้นใน ปตท. ในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ให้ ปตท. คงสถานะเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติและได้รับสิทธิพิเศษตามสถานะดังกล่าว รวมทั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกำกับดูแลในด้านนโยบายของ ปตท. จนกว่าพระราชบัญญัติบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติจะมีผลใช้บังคับ จนปัจจุบันเมื่อมีการปรับโครงสร้างหน่วยงานรัฐ ปตท. จึงมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน

ผู้ถือหุ้นของ ปตท.

ปตท. มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นตามข้อมูล ณ วันที่ 7 กันยายน 2552 ดังนี้

รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 12 อันดับแรกของ ปตท. เป็นดังนี้  (ณ วันที่  7  กันยายน  2552)

ลำดับที่

รายชื่อ

จำนวนหุ้น

ร้อยละของจำนวนหุ้นทั้งหมด

             1.        

กระทรวงการคลัง

1,459,885,575

                51.576

             2.        

กองทุนรวม วายุภักษ์ หนึ่ง โดย บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)

217,900,000

                   7.698

             3.        

กองทุนรวม วายุภักษ์ หนึ่ง โดย บลจ. กรุงไทย จำกัด (มหาชน)

217,900,000

                   7.698

             4.        

บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด.

60,673,152

                   2.144

             5.        

STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY

57,302,341

                   2.024

             6.        

CHASE NOMINEES LIMITED 42

50,289,800

                   1.777

             7.        

HSBC (SINGAPORE) NOMINEES PTE LTD

50,042,615

                   1.768

             8.        

NORTRUST NOMINEES LTD

46,881,245

                   1.656

             9.        

MELLON BANK, N.A.

26,854,435

                   0.949

10.

สำนักงานประกันสังคม (2 กรณี)

25,360,400

                   0.896

11.

THE BANK OF NEW YORK (NOMINEES) LIMITED

16,205,856

                   0.573

12.

HSBC BANK PLC-CLIENTS GENERAL A/C

14,476,800

                   0.511

 

ยอดรวม

2,243,772,219

79.270

หมายเหตุ  :   1.     ผู้ถือหุ้นลำดับที่ 6, 7, 8 และ 11   มีชื่อเป็น บริษัทนิติบุคคล หรือ NOMINEE ACCOUNT ซึ่ง ปตท.ได้ตรวจสอบกับบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) แล้ว ไม่สามารถตรวจสอบและเปิดเผย Ultimate Shareholder ได้ แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายเดียวที่เป็นตัวแทนภาครัฐ ที่มีส่วนในการกำหนดนโยบายการจัดการ ปตท. โดยเสนอผู้แทนมาเป็นกรรมการให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาแต่งตั้ง ส่วนผู้ถือหุ้นรายอื่นซึ่งรวมถึงผู้ถือหุ้นลำดับที่ 6, 7, 8 และ 11   ไม่ได้มีพฤติการณ์มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย การจัดการของ ปตท. เช่น ส่งผู้แทนมาเป็นกรรมการของ ปตท. เป็นต้น

  1. ผู้ถือหุ้นในบริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ซึ่งถือใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิง (Non-Voting Depository Receipt : NVDR) ในรายการที่ 4 ไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ยกเว้น กรณีการใช้สิทธิออกเสียงเพื่อลงมติเกี่ยวกับการเพิกถอนหุ้นออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

 บทที่ 1

ลักษณะการประกอบธุรกิจโดยภาพรวม

ปตท. เป็นบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแห่งชาติ ที่ประกอบธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีครบวงจร โดยผ่านธุรกิจที่ดำเนิน งานเองและธุรกิจที่ลงทุนผ่านบริษัทในกลุ่มโดยดำเนินธุรกิจการสำรวจและผลิต การจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ การขนส่งก๊าซธรรมชาติ การแยกก๊าซธรรมชาติ การจัดจำหน่ายและการค้าระหว่างประเทศสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันและปิโตรเคมี และมีการลงทุนในธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีในประเทศ และดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสามารถสรุปภาพรวมการประกอบธุรกิจได้ดังนี้

โครงสร้างการดำเนินธุรกิจของ ปตท. มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

1.กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ประกอบด้วย

1.1     ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ปตท. ดำเนินการผ่านบริษัทย่อย คือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)…
1.2          หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ

ปตท. และบริษัทในเครืออื่นๆ ในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาติครอบคลุมตั้งแต่ การจัดหาก๊าซธรรมชาติจากทั้งในและต่างประเทศ การขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ การแยกก๊าซธรรมชาติ การจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติทั้งในและต่างประเทศ  และการพัฒนาธุรกิจใหม่ โดยใช้ความชำนาญในการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดสายโซ่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติและ LNG อย่างครบวงจร (Integrated Gas Value Chain)   ได้แก่ ธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานร่วม เป็นต้น  ทั้งนี้การประกอบกิจการขนส่งก๊าซธรรมชาติผ่านระบบส่งก๊าซธรรมชาติ กิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ และกิจการค้าปลีกก๊าซธรรมชาติผ่านระบบจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ อยู่ภายใต้ พรบ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550  และ ปตท. เป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552

2. กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย แบ่งเป็น 3 ธุรกิจดังนี้

2.1          หน่วยธุรกิจน้ำมัน (Oil Marketing)

ปตท. ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและน้ำมันหล่อลื่นทั้งในและต่างประเทศ…

2.2          หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (International Trading)

ปตท. ดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศครอบคลุมตั้งแต่การนำเข้า การส่งออกและการทำการค้าระหว่างประเทศน้ำมันดิบ/คอนเดนเสท ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีรวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง…

2.3          หน่วยธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น

ปตท. การดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นผ่านบริษัทในเครือ  โดยมีบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการธุรกิจปิโตรเคมีต่อเนื่องในสายโอเลฟินส์ที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ (Gas-Based Value Chain) เป็นหลัก และดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมันผ่านโรงกลั่นน้ำมันในกลุ่มปตท. 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)  บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน)  บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และมีการดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีต่อเนื่องในสายอะโรเมติกส์ที่ผลิตจากน้ำมัน (Liquid-Based Value Chain) ผ่านบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน)  ในขณะที่บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีทั้งสายโอเลฟินส์และสายอะโรเมติกส์

2.4 ธุรกิจการลงทุนต่างประเทศ

ปตท. มีขยายการลงทุนต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยลงทุนผ่านบริษัท พีทีที อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในธุรกิจถ่านหิน และบริษัท พีทีที กรีนเอนเนอร์ยี จำกัด ในธุรกิจปลูกและพัฒนาสวนปาล์ม ….

                   (ธุรกิจส่วนนี้ ปตท. วางแผนจะขยายการลงทุนต่างประเทศอย่างต่อเนื่องโดยมีเป้าหมายในการสร้างรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศในสัดส่วนร้อยละ 20 ของรายได้ทั้งหมดของ ปตท.ภายในปี 2563 โดยลงทุนผ่านบริษัท พีทีที อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัท   พีทีที กรีน เอนเนอร์ยี่ จำกัด โดยมีการลงทุนในธุรกิจดังนี้

  • ธุรกิจถ่านหิน : มุ่งเน้นการขยายกำลังการผลิตถ่านหินในประเทศอินโดนีเซียที่มีแหล่งถ่านหินขนาดใหญ่อย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งแสวงหาโอกาสในการพัฒนาเหมืองถ่านหินในประเทศอื่นในภูมิภาค การควบรวมกิจการและการทำธุรกิจต่อเนื่องของถ่านหินเพื่อมุ่งไปสู่การเป็น 1 ใน 5 ของผู้ผลิตถ่านหินรายใหญ่ของเอเชียในระยะยาว
  • ธุรกิจปลูกและพัฒนาสวนปาล์ม : มุ่งการจัดหาสิทธิและพัฒนาพื้นที่ปลูกปาล์มในประเทศอินโดนีเซีย เพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการขนส่ง การบริหารจัดการเพื่อแสวงหาโอกาสในการควบรวมกิจการ
  • ธุรกิจก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) : แสวงหาโอกาสในการลงทุนโครงการผลิต LNG และ FLNGในภูมิภาคที่ใกล้กับประเทศไทย เช่น ประเทศออสเตรเลีย ติมอร์ และปาปัวนิวกีนี เป็นต้น เพื่อมุ่งไปสู่การเป็นผู้ดำเนินการผลิต LNG ในระยะยาว

 นโยบายการไปดำรงตำแหน่งกรรมการที่อื่นของกรรมการและผู้บริหาร

ปตท.มีบริษัทในกลุ่มที่ไปลงทุนและถือหุ้นรวม 48 บริษัท (เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 8 บริษัท)  โดยประมาณร้อยละ 60 ของกำไรสุทธิ ปตท.ในปัจจุบันมาจากบริษัทในกลุ่ม ปตท. ดังนั้น ปตท. จึงได้ให้ความสำคัญและกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการในลักษณะกลุ่ม ปตท. เพื่อสร้างให้เกิดพลังร่วมและมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน  (Synergy)  ด้วยการเสนอแต่งตั้งให้กรรมการหรือผู้บริหารของ ปตท. ไปเป็นกรรมการในบริษัทในกลุ่ม ปตท.  เพื่อกำกับดูแลให้บริษัทดังกล่าวกำหนดนโยบายและดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายของ ปตท. ให้เกิดประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม   ….

 ตัวอย่างการเข้าเป็นกรรมการในบริษัทในกลุ่ม ปตท. ของกรรมการหรือผู้บริหารระดับสูงของ ปตท.

ตำแหน่งใน ปตท.

ตำแหน่งบริษัทในเครือ ปตท.

นายประเสริฐ  บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ การดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทจดทะเบียนฯ (ปัจจุบัน)
  • กรรมการและเลขานุการ  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
  • ประธานกรรมการ  บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
  • รองประธานกรรมการ  บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน)
  • รองประธานกรรมการ  บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)
  • กรรมการ  บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
    • กรรมการ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน)
    • กรรมการ  ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)

การดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทจำกัด(ปัจจุบัน)

  • ประธานกรรมการ  บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด (มหาชน)
  • ประธานกรรมการ  บริษัท ผลิตไฟฟ้าอิสระ (ประเทศไทย) จำกัด
  • กรรมการ  บริษัท ไทยออยล์เพาเวอร์ จำกัด
  • กรรมการ  บริษัท น้ำมัน ไออาร์พีซี จำกัด
  • กรรมการ  บริษัท ไทย เอ บี เอส จำกัด
  • กรรมการ  บริษัท ไออาร์พีซี โพลีออล จำกัด

 

บทที่ 2

การประกอบธุรกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการไฟฟ้า

 ณ ปัจจุบัน ปตท.และบริษัทในกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ เป็นผู้ประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาติอย่างครบวงจรเพียงรายเดียวในประเทศ โดยครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและผลิต การจัดหาก๊าซธรรมชาติ  การขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ การแยกก๊าซธรรมชาติ และการจัดจำหน่าย รวมถึงการขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติทั้งในและต่างประเทศ  และการพัฒนาธุรกิจใหม่ และยังเป็นผู้ดำเนินการจัดหา ขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ จัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ และดำเนินธุรกิจแยกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

แผนภาพแสดงการประกอบธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติของกลุ่ม ปตท.

กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ของ ปตท. ประกอบด้วย

1.ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

ปตท. ดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมผ่านบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดย ณ 31 ธันวาคม 2552 ปตท. ถือหุ้นใน ปตท.สผ. สัดส่วนร้อยละ 65.43 ของทุนที่ออกและชำระแล้วของ ปตท.สผ. ซึ่งส่งผลให้กลุ่ม ปตท. ประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาติอย่างครบวงจร

การลงทุนภายในประเทศไทย ปตท.สผ. จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งได้กำหนดรายละเอียดและขั้นตอนการยื่นขอและอนุมัติสัมปทาน (Concession) การยกเลิกแปลงสำรวจ ระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมตามสัมปทาน รวมถึงกำหนดผลตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ที่รัฐพึงได้ในฐานะที่เป็นเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียม  โดยผลตอบแทนดังกล่าวอาจอยู่ในรูปค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมและสิทธิพิเศษอื่นๆ เป็นต้น

 ปริมาณสำรองปิโตรเลียม หมายถึงอะไร

ปริมาณสำรองพิสูจน์แล้ว หมายถึง ปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่สามารถผลิตได้จากแหล่งกักเก็บที่ค้นพบแล้ว โดยประเมินได้อย่างมั่นใจพอสมควรจากข้อมูลทางธรณีวิทยาและวิศวกรรม ซึ่ง ปตท.สผ. จะมีการตรวจสอบและประเมินทุกรอบปีโดยนักธรณีวิทยาและวิศวกรแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมของ ปตท.สผ. เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ได้มาตรฐาน โดยปริมาณสำรองปิโตรเลียมพิสูจน์แล้วในรายงานนี้จะรวมถึงปริมาณสุทธิที่เป็นส่วนแบ่งของ ปตท.สผ. และส่วนแบ่งของประเทศเจ้าของแหล่งปิโตรเลียม

ปตท.สผ. จะไม่ถือว่าปริมาณสำรองที่สำรวจพบทั้งหมดเป็นปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว จนกว่าจะมีการทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติหรือคอนเดนเสทกับลูกค้า และ ปตท.สผ. อาจปรับปริมาณสำรองปิโตรเลียมพิสูจน์แล้วเพิ่มขึ้นเมื่อ ปตท.สผ. คาดว่าปริมาณสำรองส่วนที่เพิ่มขึ้นสามารถนำมาใช้ได้อย่างแน่นอน ภายใต้การดำเนินงานและสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ซึ่งนโยบายการประเมินปริมาณสำรองดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของ U.S. Society of Petroleum Engineers ในด้านการประเมินปริมาณสำรองส่วนที่เพิ่มขึ้น แต่การประเมินปริมาณสำรองพิสูจน์แล้วของ ปตท.สผ. จะเข้มงวดกว่าเนื่องจากจะปรับปริมาณสำรองส่วนเพิ่มต่อเมื่อมีการทำสัญญาซื้อขายปิโตรเลียมแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ ปริมาณสำรองพิสูจน์แล้วรวมทุกโครงการของ ปตท.สผ.และบริษัทย่อย  ณ วันที่ 31 ธันวาคม ปี 2550 – 2552  เป็นดังนี้

หน่วย : ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ

ปริมาณสำรองพิสูจน์แล้ว

ปี 2550

ปี 2551

ปี 2552

ในประเทศ

ต่างประเทศ

647

299

652

292

662

437

รวม

946

944

1,099

ปริมาณสำรองพิสูจน์แล้วของ ปตท.สผ. ณ 31 ธันวาคม 2552 เมื่อแบ่งตามผลิตภัณฑ์จะเป็นก๊าซธรรมชาติ 5,649 พันล้านลูกบาศก์ฟุต และเป็นน้ำมันดิบและคอนเดนเสท 218 ล้านบาร์เรล หรือรวมทั้งหมดเป็น 1,099 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ

ผลิตภัณฑ์ที่ ปตท.สผ.และบริษัทย่อยทำการผลิตเพื่อจำหน่ายมี 4 ชนิด คือ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซปิโตรเลียมเหลวและคอนเดนเสท โดย ปตท.เป็นผู้รับซื้อผลิตภัณฑ์เกือบทั้งหมดของ ปตท.สผ.และบริษัทย่อย (คิดเป็นร้อยละ 86.67 ของผลิตภัณฑ์ของ ปตท.สผ. ในปี 2552) สำหรับการซื้อขายก๊าซธรรมชาติ ปตท. ได้ทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติระยะยาวกับ ปตท.สผ. อายุสัญญาประมาณ 25-30 ปี มีการกำหนดปริมาณซื้อขายขั้นต่ำเป็นรายปี…(ในปี2550 – 2552 ปตท.สผ.จำหน่ายก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวน 758.9 , 908.02 , 966.53 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เรียงตามลำดับ) 

ตารางแสดงปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดของ ปตท.สผ.และบริษัทย่อยในช่วงปี 2550 –   2552

ผลิตภัณฑ์

ปี 2550

ปี 2551

ปี 2552

น้ำมันดิบ (พันบาร์เรลต่อวัน)

ก๊าซธรรมชาติ (ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน)

ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (เมตริกตันต่อวัน)

คอนเดนเสท (พันบาร์เรลต่อวัน)

35.6

758.9

264.08

19.59

36.43

908.02

244.95

31.22

41.10

966.53

198.38

32.32

รวมทุกผลิตภัณฑ์

(บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน)

179,767

219,314

233,756

ราคาขายผลิตภัณฑ์โดยเฉลี่ย

(เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ)

39.78

49.69

39.53

2.หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่เกี่ยวกับกิจการไฟฟ้า

  • ธุรกิจการจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ

การจัดหาก๊าซธรรมชาติของ ปตท. อยู่ในความรับผิดชอบของธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ โดย ปตท. เป็นผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติจากผู้ขายก๊าซธรรมชาติ ภายใต้สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 17 ฉบับ แบ่งเป็นสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติในประเทศจำนวน 15 ฉบับ ได้แก่ สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติยูโนแคล 1 (แหล่งเอราวัณ), สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติยูโนแคล 2-3/1, สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งบงกช, สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งไพลิน, สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแปลง B8/32/2 , สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งน้ำพอง, สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเจดีเอ A-18 , สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอาทิตย์, สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเจดีเอ B-17&C-19 และ B-17-01/3 ,สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งภูฮ่อม, สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยูโนแคล 123 (ส่วนเพิ่ม)/4, สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอาทิตย์เหนือ ,สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแหล่งสิริกิติ์ (พื้นที่ลานกระบือ) สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแหล่งสิริกิติ์ (พื้นที่หนองตูม เอ)/5 , สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งบงกชใต้/6และสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งต่างประเทศอีกจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานา และสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเยตากุนในสหภาพพม่า

หมายเหตุ :

/1       สัญญาฯยูโนแคล 2-3 จะสิ้นสุดอายุในวันที่ 5 พ.ค. 2553  แต่จะยังคงมีปริมาณการผลิตต่อเนื่องโดยอยู่ภายใต้สัญญาฯยูโนแคล 123

/2   ประกอบด้วยแหล่งทานตะวัน ราชพฤกษ์  เบญจมาศ เบญจมาศนอร์ท  มะลิวัณย์  จามจุรี  ชบา  ลันตา

/3       เริ่มส่งก๊าซฯให้ ปตท. เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2553 โดยมีปริมาณซื้อขายก๊าซฯเริ่มต้นที่ 135 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และ จะทยอยเพิ่มขึ้นเป็น 270, 300, และ 335 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในปี 2553

/4     เริ่มซื้อขายก๊าซฯวันที่ 5 พ.ค. 2553 ในปริมาณเริ่มต้นที่ 680 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะทยอยเพิ่มขึ้นเป็น 1,010 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันปลายปี 2554 และ 1,240  ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในปี 2555

/5      มีการลงนามสัญญา เมื่อวันที่ 28.ส.ค.2552 เริ่มส่งก๊าซฯ ให้ ปตท. เมื่อวันที่ 18.ก.ย.2552

/6   มีการลงนามสัญญา เมื่อวันที่ 30.ก.ค.2552 มีปริมาณซื้อขายก๊าซฯวันละ 320 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คาดว่าจะเริ่มส่งก๊าซฯได้ในปี 2555

ทั้งนี้ การจัดหาก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ส่วนใหญ่จะมาจากแหล่ง/แปลงสัมปทานก๊าซธรรมชาติในประเทศ โดยมีปริมาณและสัดส่วนการจัดหาก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ในปี 2550 – 2552  เป็นดังนี้

แหล่ง/แปลงสัมปทาน

ปี 2550

ปี 2551

ปี 2552

ล้าน ลบ. ฟุต/วัน

ร้อยละ

ล้าน ลบ. ฟุต/วัน

ร้อยละ

ล้าน ลบ. ฟุต/วัน

ร้อยละ

ในประเทศ
–   ยูโนแคล 1,2,3

1,070

32.5

1,011

29.2

827

23.1

–   บงกช

596

18.1

576

16.7

511

14.3

–   ไพลิน

400

12.2

398

11.5

366

10.2

–   ทานตะวัน/เบญจมาศ

211

6.4

184

5.3

191

5.3

–   น้ำพอง/ภูฮ่อม

110

3.3

104

3

103

2.9

–   เจดีเอ

1

119

3.5

404

11.3

–   สิริกิต์

1

0.0

1

0.0

–   อาทิตย์

238

6.9

369

10.3

รวมการจัดหาในประเทศ

2,388

72.5

2,631

76.1

2,772

77.5

ต่างประเทศ
–   ยาดานา

473

14.4

434

12.5

409

11.4

–   เยตากุน

432

13.1

394

11.4

394

11.0

รวมการจัดหาจากต่างประเทศ

906

27.5

828

23.9

803

22.5

รวมการจัดหาทั้งหมด

3,294

100

3,459

100

3,575

100

ราคาซื้อก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย

(บาท/ล้านบีทียู)

170.1

194.8

197.6

หมายเหตุ   :       ปริมาณก๊าซธรรมชาติคำนวณ ณ ค่าความร้อน 1,000 บีทียู ต่อ 1 ลูกบาศก์ฟุต

  • เงื่อนไขหลักของสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติ

สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติระหว่าง ปตท.และผู้ขายก๊าซธรรมชาติ มีอายุสัญญาประมาณ 25-30 ปี โดยคู่สัญญาตกลงที่จะซื้อและขายก๊าซธรรมชาติกัน ณ จุดส่งมอบตามสัญญา เช่น ปากหลุม หรือจุดส่งมอบอื่นๆ แล้วแต่สัญญากำหนดในปริมาณ คุณภาพและความดัน ตามที่ได้ตกลงกันไว้

ผู้ขายก๊าซธรรมชาติมีหน้าที่จัดเตรียมความสามารถในการส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อให้ ปตท.สามารถเรียกรับก๊าซธรรมชาติสูงสุดได้ถึงร้อยละ 110 – 125 ของปริมาณซื้อก๊าซธรรมชาติขั้นต่ำรายวัน (Contractual Delivery Capacity หรือ “CDC”) แล้วแต่สัญญา ในขณะที่ ปตท.จะต้องรับก๊าซธรรมชาติให้ได้ตามปริมาณซื้อก๊าซธรรมชาติขั้นต่ำรายวัน (Daily Contracted Quantity หรือ DCQ) อีกทั้ง ปตท.ยังมีสิทธิซื้อก๊าซธรรมชาติในปริมาณที่เกินกว่า CDC ที่กำหนดไว้ในสัญญาได้ หากผู้ขายก๊าซธรรมชาติสามารถผลิตและส่งมอบได้

อย่างไรก็ตาม หากในปีสัญญาใด ปตท.ไม่สามารถรับก๊าซธรรมชาติตามปริมาณขั้นต่ำได้ครบตามที่กำหนดสำหรับปีสัญญานั้น (Annual Contracted Quantity หรือ ACQ) ปตท.จะต้องชำระค่าก๊าซธรรมชาติในปริมาณที่มิได้รับ (Take-or-Pay) โดยมีสิทธิรับก๊าซธรรมชาติสำหรับปริมาณที่ได้ชำระไปแล้วในปีต่อๆ ไป โดยไม่มีกำหนดเวลา และไม่ต้องชำระค่าก๊าซธรรมชาติในส่วนนั้นอีก (Make-Up) ทั้งนี้ ในปีที่ ปตท.จะใช้สิทธิในการรับก๊าซธรรมชาติสำหรับปริมาณที่ได้ชำระไปแล้วดังกล่าว ปตท.จะต้องรับซื้อก๊าซธรรมชาติให้ได้ครบตามปริมาณซื้อก๊าซธรรมชาติขั้นต่ำตามสัญญาสำหรับปีนั้นๆ ก่อน ในทางกลับกัน กรณีที่ ปตท.ซื้อก๊าซธรรมชาติเกินกว่าปริมาณซื้อก๊าซธรรมชาติขั้นต่ำของปีสัญญาใดๆ ปตท.จะสามารถนำปริมาณก๊าซธรรมชาติส่วนเกินนั้นแต่ไม่รวมส่วนที่เกินกว่า CDC ตามสัญญา (Carry-Forward) ไปหักลดปริมาณซื้อก๊าซธรรมชาติขั้นต่ำในปีสัญญาต่อๆ ไปได้ในปริมาณไม่เกินร้อยละ 15 หรือร้อยละ 20 แล้วแต่สัญญา ของปริมาณซื้อก๊าซธรรมชาติขั้นต่ำในปีสัญญาดังกล่าว โดยสิทธิดังกล่าวในปริมาณก๊าซธรรมชาติส่วนเกินนั้นๆ จะสิ้นสุดภายในระยะเวลา 5 ปี นับจากปีที่เกิดก๊าซ Carry-Forward

ในกรณีที่ผู้ขายก๊าซธรรมชาติไม่สามารถส่งมอบก๊าซธรรมชาติให้กับ ปตท.ได้ครบตามปริมาณที่ ปตท.เรียกรับจากผู้ขายก๊าซธรรมชาติในแต่ละวัน (Shortfall) ปตท.จะชำระค่าก๊าซธรรมชาติตามปริมาณก๊าซธรรมชาติที่รับจริง โดยมีสิทธิได้รับส่วนลดร้อยละ 20-25 สำหรับราคาของปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ขาดส่งในเดือนนั้น หรือเดือนถัดไป หรือปีถัดไป แล้วแต่สัญญา ทั้งนี้ เมื่อสิ้นปีสัญญา ปตท.สามารถนำปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ผู้ขายก๊าซธรรมชาติขาดส่งไปลดปริมาณซื้อก๊าซธรรมชาติขั้นต่ำรายปีของ ปตท. ได้

สำหรับราคาซื้อขายก๊าซธรรมชาติที่กำหนดในสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจะมีการกำหนดราคาฐานเริ่มต้น (Initial Base Price) ซึ่งเป็นราคาคงที่ โดยจะมีสูตรปรับราคาซึ่งกำหนดสูตรราคาสูงสุดและราคาต่ำสุด เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อและผู้ขายก๊าซธรรมชาติ โดยสูตรปรับราคาก๊าซธรรมชาติ จะประกอบด้วยปัจจัยต่อไปนี้ คือ ราคาน้ำมันเตากำมะถันปานกลางในตลาดสิงคโปร์ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และดัชนีทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ดัชนีราคาขายส่งของประเทศไทย และดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐอเมริกาสำหรับธุรกิจน้ำมันและก๊าซ เป็นต้น ทั้งนี้ ระยะเวลาในการปรับราคาซื้อขายก๊าซธรรมชาติดังกล่าวจะแตกต่างกันไปในแต่ละสัญญา กล่าวคือ ทุก 12 เดือน 6 เดือน 3 เดือน หรือ 1 เดือน แล้วแต่สัญญา ราคาซื้อขายก๊าซธรรมชาตินี้จะส่งผ่าน (Pass through) ไปให้กับลูกค้าในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าซึ่งซื้อก๊าซธรรมชาติจาก ปตท. ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักตามสูตรราคาในสัญญาขายก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้ความเสี่ยงของ ปตท.จากการเปลี่ยนแปลงของราคาซื้อขายก๊าซธรรมชาติอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ

สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติทุกสัญญามีข้อกำหนดเรื่องเหตุสุดวิสัยซึ่งเป็นกรณีที่ ปตท. หรือผู้ขายก๊าซธรรมชาติสามารถยกเป็นเหตุในการที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาได้ ซึ่งเหตุสุดวิสัยที่กำหนดในสัญญาดังกล่าวหมายรวมถึงเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นโดยคู่สัญญาไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติบางฉบับได้กำหนดให้กรณีที่ ปตท. ไม่สามารถรับซื้อก๊าซธรรมชาติได้อันเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นกับลูกค้าของ ปตท. จนเป็นเหตุให้ลูกค้าดังกล่าวไม่สามารถรับซื้อก๊าซธรรมชาติจาก ปตท.ได้ ซึ่งในการนี้ ปตท.จะอ้างเหตุสุดวิสัยดังกล่าวได้ต่อเมื่อ ปตท.จะต้องลดปริมาณรับก๊าซธรรมชาติจากผู้ขายก๊าซธรรมชาติที่เกี่ยวข้องทุกรายลงตามสัดส่วนการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติที่ลดลง

สัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจะสิ้นสุดลงเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งดังต่อไปนี้

(1) สิ้นสุดระยะเวลาตามที่กำหนดในสัญญา หรือ (2) เมื่อระยะเวลาตามสัมปทานสิ้นสุดลง (เฉพาะกรณีแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศ) หรือ (3) เมื่อปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในแหล่งดังกล่าวหมดลง 

  • การจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ

ปตท. จัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ให้กับกลุ่มลูกค้าผู้ผลิตไฟฟ้า ได้แก่ กฟผ. ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กโดยตรงผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (Transmission Pipeline)

ปริมาณการส่งก๊าซธรรมชาติให้กับลูกค้ากลุ่มต่างๆ (รวมปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในโรงแยกก๊าซธรรมชาติของ ปตท.) ในปี 2550 – 2552 มีรายละเอียดดังนี้

กลุ่มลูกค้า

ปี 2550

ปี 2551

ปี 2552

ล้าน ล.บ.ฟุต/วัน

ร้อยละ

ล้าน ล.บ.ฟุต/วัน

ร้อยละ

ล้าน ล.บ.ฟุต/วัน

ร้อยละ

1.   กฟผ.

1,040

31.8

1,013

29.4

1,100

30.8

2.   ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ

847

25.9

968

28.1

905

25.4

3.   ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก

462

14.1

459

13.3

456

12.8

4.   ลูกค้าอุตสาหกรรม/1

351

10.7

421

12.2

504

14.2

5.   โรงแยกก๊าซธรรมชาติ

572

17.5

583

17.0

599

16.8

รวม

3,272

100.0

3,443

100.0

3,564/2

100.0

ที่มา      :                                                                                                                                           ปตท.

หมายเหตุ :   ปริมาณก๊าซธรรมชาติคำนวณ ณ ค่าความร้อน 1,000 บีทียู ต่อ 1 ลูกบาศก์ฟุต  และคำนวณโดยใช้จำนวนวันตามปีปฏิทิน

/1 รวมก๊าซธรรมชาติที่จำหน่ายให้กับบริษัท ปตท. จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด และก๊าซธรรมชาติในภาคขนส่ง

/2 ไม่รวมปริมาณจำหน่ายก๊าซให้ CPOC (Operator  ของแหล่ง JDA B-17) เพื่อใช้ในการเดินเครื่องอุปกรณ์บนแหล่งผลิต

โดยทั่วไป โครงสร้างราคาจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้กับกลุ่มลูกค้าผู้ผลิตไฟฟ้าจะประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ราคาเนื้อก๊าซธรรมชาติ และอัตราค่าผ่านท่อ รายละเอียด  ดังนี้

(1)     ราคาเนื้อก๊าซธรรมชาติ

ราคาเนื้อก๊าซธรรมชาติ คือ ผลรวมของราคาเฉลี่ยของเนื้อก๊าซธรรมชาติที่ ปตท. รับซื้อจากผู้ขายก๊าซธรรมชาติและค่าตอบแทนในการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ

สำหรับค่าตอบแทนในการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการดำเนินการจัดหาก๊าซธรรมชาติและการตลาดนั้นจะมีอัตราแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของลูกค้าผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติ ปัจจุบัน ค่าตอบแทนในการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติสำหรับ กฟผ. และผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระเท่ากับร้อยละ 1.75 ของราคาเฉลี่ยของเนื้อก๊าซธรรมชาติที่ ปตท.รับซื้อจากผู้ขายก๊าซธรรมชาติ ทั้งนี้ค่าตอบแทนที่คิดจาก กฟผ. และผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระดังกล่าวจะต้องไม่เกิน 2.15 บาท/ล้านบีทียู ส่วนผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กซึ่งซื้อก๊าซธรรมชาติในปริมาณที่ต่ำกว่าลูกค้าสองกลุ่มแรกนั้น ปตท.จะคิดค่าตอบแทนดังกล่าวในอัตราร้อยละ 9.33 ของราคาเฉลี่ยของเนื้อก๊าซธรรมชาติที่ ปตท.รับซื้อจากผู้ขายก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง/แปลงสัมปทานต่างๆ ทั้งนี้ ค่าตอบแทนที่คิดจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กดังกล่าวจะต้องไม่เกิน 11.48 บาท/ล้านบีทียู

 (2) อัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติ

อัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติประกอบด้วย 2 ส่วน โดยส่วนแรกได้แก่ ค่าบริการส่วนของต้นทุนคงที่ (Demand Charge) ซึ่งคำนวณจากต้นทุนการลงทุนและค่าใช้จ่ายคงที่ในการดำเนินการ โดยกำหนดให้มีอัตราผลตอบแทนการลงทุนในส่วนของทุน(Internal Rate of Return on Equity) เท่ากับร้อยละ 18 สำหรับระบบท่อส่งก๊าซปัจจุบันและ ร้อยละ 12.5 สำหรับระบบท่อส่งก๊าซตามแผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซฉบับที่ 3 (ปรับปรุงเพิ่มเติม) ท่อส่งก๊าซไปยังโรงไฟฟ้าจะนะ และระบบท่อเชื่อมจากแหล่งภูฮ่อมมายังระบบท่อน้ำพอง และส่วนที่สองได้แก่ ค่าบริการส่วนของต้นทุนผันแปร (“Commodity Charge”) ซึ่งคำนวณจากต้นทุนการให้บริการผันแปร (Variable Cost) ของการให้บริการขนส่งก๊าซธรรมชาติ

ในการกำหนดอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติสำหรับการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้กับลูกค้าแต่ละรายนั้นขึ้นอยู่กับพื้นที่การใช้ก๊าซธรรมชาติของลูกค้า ดังนี้

  • พื้นที่ 1    ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งที่ระยอง
  • พื้นที่ 2    ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งที่ขนอม
  • พื้นที่ 3    ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนฝั่ง
  • พื้นที่ 4    ระบบท่อส่งก๊าซบนฝั่งที่จะนะ
  • พื้นที่ 5    ระบบท่อส่งก๊าซบนฝั่งที่น้ำพอง

การคำนวณอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติเป็นไปตามหลักเกณฑ์การคำนวณ ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2550 โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้จัดทำคู่มือการคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติและอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อสำหรับใช้ในการอ้างอิงในการคำนวณ ปตท.ได้เสนออัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)  พิจารณาให้ความเห็นชอบ  และเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2552 กกพ. มีมติเห็นชอบอนุมัติอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติส่วนต้นทุนคงที่สำหรับระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งที่ระยอง (พื้นที่ 1) เท่ากับ 8.5899 บาทต่อล้านบีทียู ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนฝั่ง (พื้นที่ 3) เท่ากับ 12.0654 บาทต่อล้านบีทียู  และอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติส่วนของต้นทุนผันแปร เท่ากับ 1.1112 บาทต่อล้านบีทียู โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2552 เป็นต้นไป ทำให้เกิดกำไรจากกิจการท่อส่งก๊าซฯ เพิ่มขึ้นตามปริมาณขายและอัตราค่าบริการผ่านท่อที่ปรับตัวสูงขึ้นตามมติ กกพ. ที่อนุมัติให้ปรับอัตราค่าบริการผ่านท่อเพิ่มขึ้น 2.0218 บาท/ล้านบีทียู

อัตราค่าผ่านท่อในส่วนของ Demand Charge เป็นดังนี้

หน่วย : บาท/ล้านบีทียู

โซน

ระบบท่อ

อัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติส่วนของต้นทุนคงที่  (Demand Charge)

  1 มกราคม -31 มีนาคม 2552

อัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติส่วนของต้นทุนคงที่  (Demand Charge)

  1 เมษายน 2552

1

ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งที่ระยอง

7.9365

8.5899

2

ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งที่ขนอม

14.2177

14.2177

3

ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนฝั่ง

11.4664

12.0654

หมายเหตุ: พื้นที่ 4 และพื้นที่ 5 กำลังอยู่ระหว่างการขอความเห็นชอบ ต่อ กกพ.

ผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติในส่วนของ กฟผ. และผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระจะต้องชำระค่าผ่านท่อในส่วนของ Demand Charge ตามปริมาณก๊าซธรรมชาติตามที่กำหนดในสัญญาแม้จะซื้อก๊าซธรรมชาติสูงหรือต่ำกว่าปริมาณดังกล่าวก็ตาม ส่วนผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กจะชำระค่าผ่านท่อในส่วนของ Demand Charge ตามปริมาณก๊าซธรรมชาติที่รับจริง ทั้งนี้ ต้องไม่ต่ำกว่าปริมาณขั้นต่ำตามที่กำหนดในปีสัญญานั้นๆ นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้มีการปรับเปลี่ยนอัตราค่าผ่านท่อเป็นระยะ (Periodic Adjustment) โดยสามารถทบทวนการคำนวณอัตราค่าผ่านท่อทุก 5 ปี หรือในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเพื่อดำรงไว้ซึ่งอัตราผลตอบแทนเงินลงทุนในส่วนทุนของผู้ถือหุ้นตามที่ได้รับอนุมัติ นอกจากนี้ ในทุกๆ ปี อัตราค่าผ่านท่อในส่วนของ Commodity Charge สามารถปรับเปลี่ยนตามดัชนี (Index Adjustment) อีกด้วย

·        ธุรกิจระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ

เมื่อผู้ขายก๊าซธรรมชาติได้ส่งมอบก๊าซธรรมชาติให้กับ ปตท. ที่จุดส่งมอบแล้ว ก๊าซธรรมชาติทั้งหมดจะถูกส่งไปยังลูกค้าต่างๆ โดยผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ทั้งนี้ การดำเนินงานและการบำรุงรักษาระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติจะอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยธุรกิจระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ

ณ 31 ธันวาคม 2552 ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (Transmission Pipeline) ของ ปตท. มีความยาวรวมประมาณ 3,518  กิโลเมตร ซึ่งประกอบด้วยระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกความยาวประมาณ 1,422 กิโลเมตร และระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเลความยาวประมาณ 2,096 กิโลเมตร (ไม่รวมระบบท่อจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ (Distribution Pipeline) อีกประมาณ 770 กิโลเมตร) โดยระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. จะต่อเชื่อมแหล่งก๊าซธรรมชาติต่างๆ ในอ่าวไทย และท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานาและเยตากุน สหภาพพม่า ที่ชายแดนไทย-สหภาพพม่า เข้ากับผู้ผลิตไฟฟ้า โรงแยกก๊าซธรรมชาติ และลูกค้าอุตสาหกรรม ภายในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ยังประกอบด้วย หน่วยควบคุมจุดกลั่นตัวของก๊าซธรรมชาติ (Dew Point Control Unit) และอุปกรณ์รวมก๊าซธรรมชาติ (Common Header) ซึ่งเป็นกระบวนการเพื่อควบคุมคุณภาพก๊าซธรรมชาติจากแหล่งต่างๆในอ่าวไทยให้มีค่าความร้อนคงที่เป็นหนึ่งเดียวและมีคุณภาพเดียวกันทั้งระบบ

·        สัญญาเช่าทรัพย์สินระยะยาว

ปตท.  มีสัญญาเช่าทรัพย์สินระยะยาวที่สำคัญ คือ สัญญาให้ใช้ที่ราชพัสดุที่แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง โดยทรัพย์สินตามสัญญาเป็นทรัพย์สินที่ปตท. แบ่งแยกให้แก่กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ได้แก่ ที่ดิน สิทธิการใช้ที่ดิน ท่อและอุปกรณ์เครื่องมือที่ประกอบกันเป็นระบบขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ โดยสินทรัพย์ตามสัญญาดังกล่าวบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน  สำหรับสัญญาให้ใช้ที่ราชพัสดุดังกล่าว มีกำหนดระยะเวลา 30 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2580 และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว กระทรวงการคลังให้คำมั่นว่าจะให้ ปตท. ใช้ที่ราชพัสดุที่แบ่งแยกให้กระทรวงการคลังต่อไปได้อีกมีกำหนดระยะเวลา 30 ปี  โดย ปตท. ต้องชำระค่าใช้ที่ราชพัสดุเป็นรายปี ในอัตราค่าใช้ที่คำนวณจากส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ของค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติบนฝั่ง (รายได้ค่าผ่านท่อ) ในแต่ละปีปฏิทิน ซึ่งรายได้ค่าผ่านท่อตามสัญญานี้ หมายถึง รายได้ค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติของระบบท่อก๊าซบนฝั่ง (พื้นที่ 3) ซึ่งรวมค่าบริการส่วนของต้นทุนคงที่ (Demand Charge) และค่าบริหารส่วนของต้นทุนผันแปร (Commodity Charge) ตามหลักเกณฑ์การกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติและอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติในประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2544 หรือที่จะมีการเปลี่ยนแปลง และ/หรือ แก้ไขเพิ่มเติมในภายหน้า โดยเป็นการคำนวณค่าใช้ระบบขั้นบันได (Sliding Scale) ดังนี้

หน่วย : ล้านบาท

รายได้

อัตราค่าใช้จ่ายคิดเป็นร้อยละของรายได้

ค่าใช้ต่อปี

ขั้นต่ำ

ส่วนเพิ่ม

0 – 3,600

5%

= ค่าใช้ขั้นต่ำ 180

> 3,600 – 3,700

10%

> 180 – 190

> 3,700 – 3,900

15%

> 190 – 220

> 3,900 – 4,100

20%

> 220 – 260

> 4,100 – 4,300

25%

> 260 – 310

> 4,300 – 4,500

30%

> 310 – 370

> 4,500 – 5,000

36%

> 370 – 550

> 5,000

= ค่าใช้ขั้นสูง 550

ทั้งนี้ ภาระค่าใช้ต่อปีที่ ปตท. ต้องจ่ายให้กับกระทรวงการคลังทุกปี จะต้องไม่ต่ำกว่า 180 ล้านบาท และสูงสุดไม่เกิน 550 ล้านบาท และมีค่าใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 พร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าใช้ย้อนหลังให้แก่กรมธนารักษ์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 1,597 ล้านบาท

บทที่ 3

ข้อเท็จจริงกรณีการขึ้นค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติ

(จากรายงานศึกษาของอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา)

ความเป็นมา

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ บมจ. ปตท. ได้จัดทำแผนการลงทุนขยายโครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติตามแผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติฉบับที่ 3  พ.ศ. 2544 – 2554 (ปรับปรุงเพิ่มเติม)  แผนแม่บทดังกล่าวได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2550 และวันที่ 19 มิถุนายน 2550 ตามลำดับ เป็นเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 165,077 ล้านบาท  บริษัท ปตท. ได้อ้างถึงความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของประชาชน ภาคการผลิต ภาคขนส่ง และภาคบริการในขณะนั้น  รวมทั้งเพื่อให้สอดรับกับความต้องการก๊าซธรรมชาติเพื่อการผลิตไฟฟ้าที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2550-2564 (Power  Development  Plan) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า แผนพีดีพี (PDP)

ขณะเดียวกันภาครัฐในขณะนั้นได้ยกเหตุผลถึงความจำเป็นในการลงทุนและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนดังกล่าวต่อต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติที่จะเป็นต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประชาชน ภาคการขนส่ง ภาคบริการ ภาคการผลิต และภาคอุตสาหกรรม คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จึงได้มีมติเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2550 เห็นชอบหลักเกณฑ์และข้อกำหนดในการคำนวณอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติที่ได้ปรับปรุงให้สอดคล้องกับแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติ สภาพเศรษฐกิจและการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป โดยได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จัดทำ “คู่มือการคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติและอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติ” เพื่อใช้เป็นกรอบในการคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติและอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติใหม่ และมอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้พิจารณาและให้ความเห็นชอบหลักเกณฑ์ใหม่ของการคำนวณอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติดังกล่าว โดยให้มีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม  ต่อมาคู่มือการคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติและอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติ ที่ สนพ. จัดทำขึ้น ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2551 โดยใช้เวลาในกระบวนการนี้อย่างรวบรัดเพียง 2 เดือนเศษเท่านั้น

บมจ. ปตท.จึงได้จัดทำข้อเสนอขอปรับอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติใหม่ตามคู่มือดังกล่าวและเสนอต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2551 โดยขอปรับอัตราค่าบริการฯ เพิ่มขึ้นจาก 19.7447 บาทต่อล้านบีทียู  เป็น 22.5726 บาทต่อล้านบีทียู  คือเพิ่มขึ้น 2.8279 บาทต่อล้านบีทียู หรือคิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.32

กกพ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลผู้ประกอบกิจการพลังงานชี้แจงต่อคณะอนุกรรมาธิการฯ ว่า ในการพิจารณาข้อเสนอขอปรับอัตราค่าบริการฯ ของ บมจ. ปตท. เป็นไปตาม “คู่มือการคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติและอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติ” และได้อ้างว่ามีการพิจารณาถึงผลกระทบต่อประชาชน ภาคการผลิต ภาคขนส่ง และภาคบริการ ตลอดจนคำนึงถึงศักยภาพและความสามารถของ บมจ. ปตท. ในการลงทุนและการขยายระบบโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติควบคู่ไปด้วย  ในที่สุดจึงได้อนุมัติให้ บมจ. ปตท. ปรับอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจาก 19.7447 บาทต่อล้านบีทียู เป็น 21.7665 บาทต่อล้านบีทียู หรือเพิ่มขึ้น 2.0218 บาทต่อล้านบีทียูเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2552  การปรับอัตราค่าบริการดังกล่าวมีผลให้ค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20,000 ล้านบาทในปี 2551 เป็น 22,000 ล้านบาทในปี 2552โดยทันที  และทำให้ ปตท.มีผลกำไรเพิ่มขึ้นในปี 2552 เป็นจำนวน 2,000 ล้านบาท จากการได้รับอนุมัติให้ขึ้นราคาค่าผ่านท่อ ในท้ายที่สุด ค่าบริการที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดนี้จะถูกผลักภาระมายังประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม

กกพ. ระบุว่า อัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติใหม่นี้ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการกำกับดูแลอัตราค่าพลังงานและค่าบริการแล้ว ซึ่งมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาถึงราคาก๊าซธรรมชาติในปัจจุบัน พบว่าราคาก๊าซในตลาดโลกได้มีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่องดังที่แสดงไว้ในแผนภูมิแสดงราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่ลดลง  นอกจากนี้หลายประเทศทั่วโลก เช่น มาเลเซีย เป็นต้น ได้ดำเนินมาตรการลดค่าสาธารณูปโภคเพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนภายใต้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในส่วนของประเทศไทยนั้น รัฐบาลซึ่งคือผู้ดูแลทุกข์สุขแก่ประชาชนได้ดำเนินมาตรการลดภาระค่าสาธารณูปโภคเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ โดยการใช้เงินของรัฐมาอุดหนุน ทว่า กกพ. ซึ่งเป็นคณะกรรมการอิสระที่จัดตั้งภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 กลับอนุมัติให้ขึ้นค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติ การอนุมัติดังกล่าวจึงอาจก่อให้เกิดการขัดกันกับนโยบายของรัฐบาลได้

แผนภูมิแสดงราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่ลดลง

(แหล่ง Henry Hub ของสหรัฐฯ)

                ที่มา: สำนักข่าว Bloomberg

หมายเหตุ: Henry Hub เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติของสหรัฐอเมริกา

 ข้อสังเกตของคณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา

ข้อสังเกตที่สำคัญคือ กระบวนการจัดทำคู่มือการคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติและอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาตินี้ ดำเนินการในช่วงที่ภาคประชาชนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้เพิกถอนการแปรสภาพการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้มีการยื่นฟ้องในวันที่  31 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ในขณะที่ผลคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ออกมาในวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2550 และคู่มือฯฉบับนี้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 และ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ใช้เป็นกรอบในการคำนวณและพิจารณาอนุมัติราคาก๊าซฯ และอัตราค่าบริการส่งก๊าซฯนี้ไม่มีการนำคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษาให้ ปตท. ต้องดำเนินการคืนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่ง บมจ. ปตท. ได้มาจากการใช้อำนาจมหาชนของรัฐและเงินลงทุนของรัฐ ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน คืนให้กับกระทรวงการคลังทั้งหมด ทั้งนี้รวมถึงระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งหมดมาประกอบในการจัดทำคู่มือฯ ด้วย  ยิ่งกว่านั้นคือคู่มือฯ ที่ สนพ. จัดทำขึ้นและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้ความเห็นชอบนี้ยังขัดกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดด้วยการให้สิทธิแก่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย  ซึ่งได้แปรสภาพเป็น บมจ. ปตท. ไปแล้วเป็นผู้ทำหน้าที่ในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ได้มาก่อนการแปรรูปและขยายอายุการใช้งานใหม่ได้อีกในกรณีที่ท่อก๊าซหมดอายุการใช้งานลง (เมื่อตัดค่าเสื่อมราคาหมดแล้ว ก็สามารถประเมินราคาท่อเก่าขึ้นมาใหม่ได้อีกเสมือนกับว่ามีการลงทุนเพิ่มขึ้นใหม่) ดังจะเห็นได้จากข้อความตอนหนึ่งในคู่มือฉบับใหม่นี้ ที่ระบุว่า

“เมื่อท่อก๊าซเส้นใดเส้นหนึ่งหมดอายุการใช้งานลง ให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยไปดำเนินการประเมินมูลค่าสินทรัพย์และขยายอายุการใช้งานใหม่ ตามมาตรฐานสากล รวมทั้งการกำหนดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานและค่าบำรุงรักษาระบบท่อ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ( สนพ.)”

                บมจ. ปตท. ได้ดำเนินการจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษา 2 บริษัท คือ General Electric International Operations Company (GEIOC) และ Shell Global Solution Thailand (SGST) เพื่อทำการศึกษา 1) การขยายอายุการใช้งานของระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติในปัจจุบัน  2) ประเมินมูลค่าสินทรัพย์ของระบบท่อที่มีการขยายอายุการใช้งาน  และ ๓) ประมาณค่าใช้จ่ายดำเนินการและบำรุงรักษาระบบท่อที่ขยายอายุใช้งาน  ผลการศึกษานี้ทำให้ท่อก๊าซเก่าที่สร้างก่อนแปรรูปฯมีมูลค่าสูงขึ้นประมาณหนึ่งแสนล้านบาท โดยปตท.สามารถปรับอัตราค่าบริการส่งก๊าซให้สูงขึ้นได้เสมือนกับว่าปตท.มีการลงทุนเพิ่มเติมทั้งที่ราคาค่าส่งก๊าซควรจะลดลงเนื่องจากปตท.ถึงจุดคุ้มทุนมานานแล้ว

การให้สิทธิดังกล่าวแก่ บมจ. ปตท. ผ่านทางคู่มือฉบับนี้ จึงเป็นเหมือนการที่เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้อำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์ในการยกสาธารณสมบัติของแผ่นดินคือ ท่อก๊าซธรรมชาติให้กับ บมจ.ปตท. โดยคิดมูลค่าเพียงเล็กน้อย และยังเปิดโอกาสให้ บมจ. ปตท. นำทรัพย์สมบัติของแผ่นดินไปขยายอายุการใช้งานและตีราคาใหม่ตามที่ต้องการ โดย บมจ.ปตท.สามารถนำมูลค่าจากการตีราคาท่อเก่าให้เพิ่มขึ้นนี้มาเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ใช้เรียกเก็บจากประชาชนเพิ่มขึ้น การดำเนินการดังกล่าวเพียงแค่ขอความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เท่านั้น

การกระทำเช่นนี้ เป็นการขัดต่อคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดอย่างชัดเจน การที่ กกพ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลผู้ประกอบกิจการพลังงานได้พิจารณาข้อเสนอขอปรับอัตราค่าบริการฯของ บมจ. ปตท. ตามกรอบการคำนวณอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติของคู่มือดังกล่าว จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อมูลข้อเท็จจริงที่นำมาประกอบการพิจารณาที่ผิดเพี้ยนมาตั้งแต่ต้น และส่งผลกระทบผลประโยชน์ของชาติและต่อประชาชนอย่างกว้างขวางและหลีกเลี่ยงไม่ได้

บทที่ 4

ความสัมพันธ์ระหว่างแผนพีดีพีกับแผนการลงทุนของ ปตท. 

โครงการระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (Transmission Pipeline)เพื่อรองรับแผนพีดีพี

คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2546 มีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 ในการขยายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ตามแผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติฉบับที่ 3 พ.ศ. 2544 – 2554 (ปรับปรุง) จำนวน 10 โครงการ โดยแบ่งการลงทุนเป็น 2 ระยะ เพื่อใช้เป็นกรอบการลงทุนในการก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ

ต่อมาคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 มีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2547-2558 (PDP 2004) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. โดยความต้องการไฟฟ้ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จากอัตราการขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 4.5 ต่อปีตามแผน PDP 2003 เป็นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 6.5 ต่อปีตามแผน PDP 2004 ซึ่งมีผลให้ความต้องการก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นและเร็วขึ้นจากแผนเดิม กอปรกับความต้องการก๊าซธรรมชาติในภาคอุตสาหกรรมและโรงแยกก๊าซธรรมชาติได้มีการปรับขยายตัวเพิ่มขึ้นตามการประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจในปัจจุบัน ปตท.จึงจำเป็นต้องทบทวนรายละเอียดแผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2544-2554 (ปรับปรุง) เพื่อให้สอดคล้องกับประมาณการความต้องการก๊าซธรรมชาติล่าสุดข้างต้น โดย ปตท. จะได้เพิ่มขีดความสามารถของระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งในทะเลและบนบก และเร่งการดำเนินโครงการในระยะที่ 2

ทั้งนี้การทบทวนแผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2544-2554 (ปรับปรุง) ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 เพื่อใช้เป็นกรอบในการลงทุนก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติจำนวน 11 โครงการ ในวงเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 157,102 ล้านบาท โดยแบ่งการลงทุนเป็น 3 ระยะ ต่อมาเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติ และแผนการขยายโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผน PDP 2007 รวมทั้งให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการลงทุนขยายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ  ปตท. จึงได้ทำการทบทวนแผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2544-2554 (ปรับปรุงเพิ่มเติม) ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550 เพื่อใช้เป็นกรอบในการลงทุนก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติจำนวน 14 โครงการ ในวงเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 165,077 ล้านบาท โดยแบ่งการลงทุนเป็น 3 ระยะ และการเพิ่มการลงทุนในระบบท่อเชื่อมในทะเลดังนี้

โครงการในระยะที่

  • โครงการติดตั้งหน่วยเพิ่มความดันที่ Block Valve West 7 (BVW#7) จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับและส่งก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมจากสหภาพพม่า สูงสุด 1,300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2549
  • โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทรน้อย-โรงไฟฟ้าพระนครเหนือและพระนครใต้ หรือเดิมเรียกว่าโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติรอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อเป็นการรองรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติของโครงการโรง ไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครเหนือและพระนครใต้รวมทั้งการใช้ในภาคอุตสาหกรรม และคมนาคมขนส่ง เพื่อช่วยลดมลภาวะในบริเวณกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ปตท. มีโครงการที่จะวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 นิ้ว เป็นระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร โดยจะเชื่อมจากท่อส่งก๊าซธรรมชาติราชบุรี-วังน้อย ที่อำเภอไทรน้อย ไปยังโรงไฟฟ้าพระนครใต้ และท่อส่งก๊าซธรรมชาติขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 24 นิ้ว เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร จากบางใหญ่ไปยังโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ มีความสามารถในการส่งก๊าซธรรมชาติสูงสุดรวม 480 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ระบบท่อส่งก๊าซฯ จากไทรน้อยไปยังโรงไฟฟ้าพระนครใต้ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มส่งก๊าซธรรมชาติได้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2549 และส่วนที่ต่อไปยังโรงไฟฟ้าพระนครเหนือจะแล้วเสร็จพร้อมกับโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพระนครเหนือของ กฟผ.
  • โครงการติดตั้งหน่วยเพิ่มความดันสำรองที่เขตปฏิบัติการระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ จังหวัดราชบุรี เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและความยืดหยุ่นในการส่งก๊าซธรรมชาติจากสหภาพพม่าไปยังผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติในส่วนกลาง ซึ่งโครงการแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินงานเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2549
  • โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 ในทะเลและบนบก ซึ่งประกอบด้วย

–         โครงการก่อสร้างแท่นพักท่อพีอาร์พี (PTT Riser Platform – PRP) โครงการแล้วเสร็จเมื่อต้นปี 2551

–         โครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 42 นิ้ว จากแท่นพักท่อพีอาร์พี ต่อไปยังจังหวัดระยอง เป็นระยะทาง 418 กิโลเมตร มีความสามารถในการส่งก๊าซธรรมชาติสูงสุด 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,900 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายหลังติดตั้งหน่วยเพิ่มความดันในทะเล ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มส่งก๊าซธรรมชาติได้เมื่อต้นปี 2550

–         โครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 42 นิ้ว จากแหล่งอาทิตย์ไปยังแท่นพักท่อพีอาร์พี เป็นระยะทาง 200 กิโลเมตร มีความสามารถในการส่งก๊าซธรรมชาติสูงสุด 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โครงการแล้วเสร็จและเริ่มส่งก๊าซธรรมชาติเมื่อต้นปี 2551

  • โครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 36 นิ้ว จากระยองเพื่อเชื่อมกับระบบท่อคู่ขนานบนบกที่สถานีเพิ่มความดันบางปะกง เป็นระยะทางรวม 110 กิโลเมตร ความสามารถในการส่งก๊าซธรรมชาติสูงสุด 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันภายหลังติดตั้งหน่วยเพิ่มความดันบนบก ซึ่งโครงการแล้วเสร็จและเริ่มส่งก๊าซธรรมชาติได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2549

โครงการระยะที่ 2

  • โครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 42 นิ้ว จากแหล่งเจดีเอไปยังแหล่งอาทิตย์ เป็นระยะทาง 95 กิโลเมตร มีความสามารถในการส่งก๊าซธรรมชาติสูงสุดรวม 1,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  ซึ่งโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จเมื่อปลายปี 2551
  • โครงการติดตั้งหน่วยเพิ่มความดันของท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 ทั้งในทะเลและบนบก เพื่อเพิ่มความสามารถในการส่งก๊าซธรรมชาติสูงสุด ซึ่งหน่วยเพิ่มความดันของท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 บนบก ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มดำเนินการเมื่อต้นปี 2550 สำหรับหน่วยเพิ่มความดันของท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 ในทะเล คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2554
  • โครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 36 นิ้ว  จากอำเภอวังน้อย  ไปยังอำเภอแก่งคอย  จังหวัดสระบุรี  เป็นระยะประมาณ 72 กิโลเมตร  มีความสามารถในการส่งก๊าซธรรมชาติสูงสุดรวม 510 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  ซึ่งโครงการได้เริ่มส่งก๊าซธรรมชาติได้เมื่อสิ้นปี 2549
  • โครงการติดตั้งหน่วยเพิ่มความดันระหว่างทาง เพื่อเพิ่มความสามารถในการส่งก๊าซธรรมชาติจากวังน้อยของท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก ในการส่งก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยไปยังราชบุรีและโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทรน้อย-พระนครใต้/พระนครเหนือ
  • โครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 42 นิ้ว จากจังหวัดระยอง ไปยังอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี (โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 4) เป็นระยะประมาณ 300 กิโลเมตร มีความสามารถในการส่งก๊าซธรรมชาติสูงสุดรวม 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทั้งนี้ ปตท. ได้เริ่มดำเนินโครงการในส่วนของระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่เชื่อมระหว่าง LNG Receiving Terminal กับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ที่จังหวัดระยอง ระยะทางประมาณ 13 กม. คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มส่งก๊าซธรรมชาติได้ในต้นปี 2554 สำหรับระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติหลัก (ระยอง – แก่งคอย) คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มส่งก๊าซธรรมชาติได้ในต้นปี 2555

โครงการในระยะที่ 3

  • โครงการติดตั้งหน่วยเพิ่มความดันบนระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันตก เพื่อเพิ่มความสามารถในการส่งก๊าซธรรมชาติระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันตก

การเพิ่มการลงทุนในระบบท่อเชื่อมในทะเล

  • โครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติเชื่อมในทะเล 18 นิ้ว จากแหล่งผลิตอาทิตย์เหนือส่วนเพิ่ม มายังระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 ในทะเล ระยะทางรวม 40 กิโลเมตร มีความสามารถในการส่งก๊าซธรรมชาติสูงสุดรวม 150 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จเมื่อปลายปี 2551
  • โครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติเชื่อมในทะเล 24 นิ้ว จากแหล่งผลิตเชฟรอนส่วนเพิ่ม มายังระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 ในทะเล ระยะทางรวม 45 กิโลเมตร มีความสามารถในการส่งก๊าซธรรมชาติสูงสุดรวม 330 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2554
  • โครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติเชื่อมในทะเล 24 นิ้ว จากแหล่งผลิตบงกชใต้ส่วนเพิ่ม มายังระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 ในทะเล ระยะทางรวม 50 กิโลเมตร มีความสามารถในการส่งก๊าซธรรมชาติสูงสุดรวม 350 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จในปลายปี 2555
  • โครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติเชื่อมในทะเล 24 นิ้ว จากแหล่งผลิตไพลินส่วนเพิ่ม มายังระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 ในทะเล ระยะทางรวม 40 กิโลเมตร มีความสามารถในการส่งก๊าซธรรมชาติสูงสุดรวม 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2561

แผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติดังกล่าว จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถสูงสุดของระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของ ปตท.(รวมท่อส่งก๊าซฯจากแหล่งน้ำพอง) จาก 3,680 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (ณ ค่าความร้อนจริง) (ณ 31 ธันวาคม 2552) เพิ่มเป็น 7,680 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (ณ ค่าความร้อนจริง)

ทั้งนี้ ปตท. ได้ดำเนินการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 มีมติเห็นชอบให้การส่งเสริมการลงทุนโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทรน้อยโรงไฟฟ้าพระนครใต้ และ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 มีมติเห็นชอบให้การส่งเสริมการลงทุนกับโครงการต่างๆ ตามแผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติดังนี้

  • โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 ในทะเลและบนบก
  • โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเล จากแหล่งเจดีเอ – แหล่งอาทิตย์
  • โครงการติดตั้งหน่วยเพิ่มความดันของท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 ทั้งในทะเลและบนบก
  • โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติวังน้อย – แก่งคอย

นอกจากนี้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้มีมติเห็นชอบให้การส่งเสริมการลงทุนกับโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอาทิตย์ FPSO มายังท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2550 และโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2550 ตามลำดับ

ต่อมา คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2552 มีมติเห็นชอบตามมติ กพช. ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2551-2564 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 (PDP 2007: ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2) ของ กฟผ.   ปตท.จึงจำเป็นต้องทบทวนรายละเอียดแผนจัดหาก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2551-2564 เพื่อให้สอดคล้องแผน PDP 2007: ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 ซึ่ง กพช. เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2552 ได้มีมติเห็นชอบแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติปี 2552-2558 และรับทราบแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไม่มีการทบทวนแผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2544-2554 (ปรับปรุงเพิ่มเติม)

ส่วนที่ 3

การกำกับกิจการพลังงานของประเทศไทย 

ความเป็นมา

กิจการพลังงานของประเทศไทย  สามารถแบ่งได้เป็น 3 สาขา คือ สาขาไฟฟ้า สาขาก๊าซธรรมชาติ และสาขาน้ำมัน ประกอบด้วยรัฐวิสาหกิจ 4 แห่ง คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) และการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย(ปตท.) ซึ่งปัจจุบันแปรรูปเป็น บริษัท ปตท จำกัด(มหาชน)

ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา รัฐบาลได้มีนโยบายเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเข้ามาผลิตและขายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. ซึ่งมีบริษัทในเครือ กฟผ. รวมอยู่ด้วย ส่วนสาขาน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินั้น ดำเนินการโดย ปตท.และบริษัทผู้ผลติเอกชน  และมีบริษัทในเครือของ ปตท. รวมอยู่ด้วยเช่นกัน

หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในสาขาพลังงานในภาคการผลิตและจัดจำหน่าย มีดังต่อไปนี้

หน่วยงานหลักในสาขาพลังงาน

 หน่วยงาน      บทบาทและหน้าที่
 ไฟฟ้า
 กฟผ.  ผลิตและจัดส่งไฟฟ้า
 กฟน.  จำหน่ายไฟฟ้าให้กับประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ
 กฟภ.  จำหน่ายไฟฟ้าให้กับประชาชนในพื้นที่ ที่ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของ กฟน.
 IPPs  ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่
 SPPs  ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายย่อย
 ก๊าซธรรมชาติ
 ปตท. ก๊าซ  สำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติ (ผ่านทาง ปตท.สผ.) จัดส่งและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ
 บริษัทเอกชน  สำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติ
 น้ำมัน
 ปตท. น้ำมัน  นำเข้า กลั่น (ผ่านทางบริษัทในเครือ) และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
 บริษัทเอกชน  กลั่นและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

ก่อนหน้าปี 2535 กิจการการพลังงานของประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การประกอบการของรัฐวิสาหกิจคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) และการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย(ปตท.)  ดังนั้น รัฐบาลจึงทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและการการกำกับดูแลโดยตรงผ่านทางสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

การที่ไม่มีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาทำหน้าที่การกำกับดูแลที่เป็นอิสระจากการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานอย่างชัดเจน  ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำหน้าที่ของนักการเมืองเกี่ยวกับการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากรัฐวิสหากิจด้านพลังงาน และเกิดปัญหาธรรมาภิบาลในการกำกับดูแลอยู่บ่อยครั้ง

โดยในช่วงปี 2532 สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ขณะนั้นสภาวะเศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีมากขึ้น รัฐบาลจึงมีแนวคิดที่จะปฏิรูประบบไฟฟ้าด้วยการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามีส่วนในการผลิตไฟฟ้า  ด้วยเหตุผลเพื่อลดภาระการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งฐานคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของธนาคารโลกที่พยายามผลักดันให้มีการลดอำนาจรัฐของประเทศกำลังพัฒนาเพื่อให้เกิดระบบตลาดที่แข่งขันอย่างเสรีมากยิ่งขึ้น  แต่ความพยายามครั้งนี้ไม่ประสบผลมากนัก เพราะขาดกระบวนการสร้างความเข้าใจ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  และได้รับการคัดค้านอย่างรุนแรงจากสหภาพแรงงาน กฟผ. จนมีการชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐมนตรีที่กำกับดูแล กฟผ.ในขณะนั้น

ต่อมาในปี 2535 สมัยรัฐบาลนายอานันท์  ปันยารชุน ซึ่งอยู่ภายใต้คณะรักษาความสงบและความเรียบร้อยแห่งชาต( รสช.) รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการแปรรูปโดยทันที แต่ใช้วิธีแก้ไขพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  และแยกกิจการผลิตไฟฟ้าบางส่วนของ กฟผ. มาประกอบกิจการในรูปของบริษัทเอกชน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนอื่นๆทั้งรายเล็กรายใหญ่ผลิตและขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ ทำให้สัดส่วนในการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ลดลงตามลำดับ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสมัยนั้นได้ออกพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ.2535และจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ขึ้น  เข้ามาทำหน้าที่เสนอแนะนโยบาย แผนการบริหารและพัฒนาพลังงาน และมาตรการด้านพลังงานของประเทศต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐมนตรีเห็นชอบก่อนจะนำไปกำกับดูแลกิจการภายใต้สังกัดของหน่วยงานของตนต่อไป โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการพลังงานอยู่หลายฉบับ อาทิ

1. พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ใช้ในการส่งเสริมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

2. พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มีคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติทำหน้าที่เสนอแนะนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานต่อคณะรัฐมนตรี

3. พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 เป็นการกำหนดมาตรการ ในการกำกับ ดูแล ส่งเสริม และช่วยเหลือเกี่ยวกับการใช้พลังงาน รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาและอนุรักษ์พลังงานเพื่อให้การอุดหนุน ช่วยเหลือในการอนุรักษ์พลังงาน

4. พระราชบัญญัติการพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน พ.ศ. 2535 เป็นการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน วิธีการดำเนินงาน และขอบเขตการรอนสิทธิเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รวมทั้งบทกำหนดโทษการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

5. พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 เพื่อใช้กำหนดหลักเกณฑ์การควบคุมการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกำหนดมาตรการในการเก็บรักษา การขนส่ง การใช้ การจำหน่าย การแบ่งบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงของคลังน้ำมันเชื้อเพลิง และระบบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อ

6. พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ใช้กำกับดูแลการค้าและการสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน รวมทั้งการกำกับดูแลเรื่องคุณภาพน้ำมัน

7. ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 28 ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2514 ว่าด้วยการบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว และออกหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลให้สถานประกอบการเกี่ยวกับก๊าซปิโตรเลียมเหลวก่อให้เกิดความปลอดภัย

องค์ประกอบของ กพช. ล้วนเป็นข้าราชการเมืองและข้าราชการประจำ ไม่ได้มีภาคส่วนอื่นของสังคมเข้ามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายแต่อย่างใด ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธาน และกรรมการประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน และมีเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ

ภายหลังการปฏิรูประบบราชการเมื่อเดือนตุลาคม 2545 มีการจัดตั้งกระทรวงพลังงานขึ้น โดยย้ายโอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสังกัดกระทรวงพลังงาน องค์ประกอบของ กพช. จึงมีการเปลี่ยนแปลง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเข้ามาเป็นกรรมการ  และมีปลัดกระทรวงพลังงานเข้ามาเป็นกรรมการแทนที่ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และอธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ส่วน สพช. ในปี พ.ศ.2550 ได้เปลี่ยนเป็น สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) อยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน ผู้อำนวยการ สนพ. ทำหน้าที่เป็นเลขานุการของ กพช. จนถึงปัจจุบัน

ด้วยโครงสร้างคณะกรรมการข้างต้น ทำให้ กพช.เปรียบเหมือนการย่อคณะรัฐมนตรีคณะใหญ่มาเป็นคณะรัฐมนตรีด้านพลังงาน เพื่อทำหน้าที่เสนอแนะนโยบาย มาตรการด้านพลังงานของประเทศ ให้แก่ตนเองนั่นเอง

การที่โครงสร้างในการกำหนดนโยบายและการกำกับดูแลไม่ได้แยกอำนาจหน้าที่ออกจากกันอย่างอิสระไม่มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลย์ที่ดีพอ  ทำให้เกิดปัญหาสำคัญสืบเนื่องจนถึงปัจจุบันคือ ปัญหาการวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ(แผน PDP) ที่ไม่เป็นธรรมต่อสังคม

ที่ผ่านมา กพช.ได้ให้คำแนะนำในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลผ่านทางแผนพีดีพี ที่ยอมรับการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีขีดจำกัด เน้นการใช้พลังงานที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล  ไม่ให้ความสำคัญหรือให้ความสำคัญแต่เพียงน้อยนิดต่อระบบพลังงานทางเลือก และการจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า ทั้งนี้ กพช.และสนผ. ได้คาดการณ์ว่า จากเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจะมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องเร่งมีการผลิตไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้น

การอนุมัติแผนพีดีพีที่ผ่านมา ทำให้เกิดนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระเอกชนรายใหญ่ (IPPs) และผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระเอกชนรายย่อย (SPPs) ตั้งแต่ปี 2535 และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ติดตามด้วยการอนุมัติขยายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติและเพิ่มกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นตามลำดับ

แต่เมื่อประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่ได้เพิ่มขึ้นตามแผนที่กำหนด แต่กลับลดลงอย่างมาก แทนที่จะให้มีการชะลอหรือเลื่อนการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนออกไป  รัฐบาลกลับเดินหน้าให้ กฟผ. เข้าทำสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ต่อไป ทั้งยังมีการชดเชยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเหล่านี้ด้วย

การตัดสินใจของรัฐบาลดังกล่าว ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในภายหลังว่า เป็นการทำให้กำลังผลิตล้นเกิน และเป็นการสร้างภาระทางเศรษฐกิจให้กับระบบไฟฟ้าของไทยในช่วงเวลาต่อมา ในขณะที่ประชาชนต้องรับภาระในค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านทางค่าไฟฟ้าผันแปรโดยอัตโนมัติหรือ ค่าเอฟที(Ft) ซึ่งการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้เรียกเก็บค่า Ft มาตั้งแต่การเรียกเก็บเงินค่าไฟฟ้าประจำเดือนกันยายน 2535 โดยนำค่า Ft ที่คำนวณได้ไปรวมกับค่าไฟฟ้าฐานตามโครงสร้างปกติ

การไม่มีคณะกรรมการกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ ทำให้การปรับค่าไฟฟ้าตามสูตร Ft ที่ผ่านมา จะอยู่ภายใต้ กพช. โดยผ่านการกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการกำกับสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ซึ่งมีเลขาธิการกพช. เป็นประธาน อนุกรรมการประกอบด้วย ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ กรมบัญชีกลาง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้แทนผู้บริโภครายใหญ่ ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย และนักวิชาการอีก 3 ท่าน

การกำกับดูแลที่ไม่เข้มแข็งขาดความเป็นอิสระ ทำให้ค่า Ft ในช่วงปี 2535 – 2543 มีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่สมเหตุสมผล  ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ทำให้ค่า Ft เพิ่มขึ้นมิได้เกิดจากภาระค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น (น้ำมันเตา น้ำมันดีเซล ก๊าซธรรมชาติ ลิกไนต์ และถ่านหินนำเข้า) แต่ยังมีภาระค่าซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่รัฐเร่งรับซื้อไฟฟ้าเข้าสู่ระบบโยไม่มีความจำเป็น ทำให้เกิดภาระตามสัญญาแบบไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (Take or Pay)  ผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนในการชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ยต่างประเทศของการไฟฟ้า(ที่เร่ง กฟผ. ให้มีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าด้วยเช่นกัน) การขาดรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการคาดการณ์  และยังมีการนำค่าใช้จ่ายการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (DSM) มารวมอยู่ในค่า Ft ด้วย ทำให้เกิดกระแสการคัดค้านการเรียกเก็บค่า Ft จากประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนขึ้นในช่วงปี 2543-2544

ส่งผลให้เกิดการตรวจสอบและมีการปรับโครงสร้างอัตราค่า Ft ใหม่ในเดือนตุลาคม 2543 โดยนำค่าใช้จ่ายการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (DSM) ออกจากสูตร Ft และให้การไฟฟ้าร่วมรับภาระความเสี่ยง ของอัตราแลกเปลี่ยนด้วยในระดับหนึ่ง ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าตามสูตร Ft ใหม่ต่ำกว่าค่าไฟฟ้าตามสูตร Ft เดิม

ค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft)

ปี

เดือน

ค่า Ft (สตางค์/หน่วย)

2535

6.17

2536

2.92

2537

5.20

2538

16.64

2539

23.05

2540

27.93

2541

50.23

2542

40.88

2543

ม.ค.-มี.ค.

56.32

เม.ย. –ก.ค.

61.52

ส.ค.-ก.ย.

64.52

อย่างไรก็ดี การตรวจสอบของประชาชนที่ผ่านมา ไม่ได้มีการรวมตัวอย่างเข้มแข็งมากนัก ที่สำคัญคือการไม่มีองค์กรกำกับดูแลกิจการพลังงานที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง ขาดความต่อเนื่องในการเฝ้าระวังตรวจสอบการประกอบกิจการพลังงาน  ทำให้ปัญหาความไม่ชัดเจน ความไม่โปร่งใส ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าลักษณะดังกล่าวจึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอด แม้กระทั่ง เมื่อมีองค์กรกำกับดูแลเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 แล้วก็ตาม

บทที่ 1

แนวทางการกำกับกิจการพลังงานของประเทศไทย

หลังวิกฤตเศรษฐกิจในปลายปี 2540  ได้มีความพยายามในการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลในกิจการด้านพลังงานขึ้น เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้นได้เข้ารับความช่วยเหลือจากธนาคารโลก โดยมีเงื่อนไขที่จะต้องมีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจทุกสาขา รวมทั้งสาขาพลังงาน โดยมีหลัการสำคัญคือให้มีการแยกกันอย่างชัดเจน ระหว่างหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย  หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแล และหน่วยงานที่ดำเนินงาน  ด้วยการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลขึ้นมาทำหน้าที่

การกำหนดแนวทางการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลกิจการด้านพลังงานของประทศไทยเกิดขึ้นใน 3 รัฐบาลติดต่อกัน คือ รัฐบาลนายชวน  หลีกภัย รัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ  ชินวัตร และรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์ อันเป็นรัฐบาลภายใต้คณะรัฐประหาร ซึ่งสามารถตราพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 ใช้เวลาในการดำเนินการทั้งสิ้นประมาณ 10 ปี

จุดเปลี่ยนสำคัญในกิจการพลังงานของไทยเกิดขึ้นในช่วง รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร (17 ก.พ.2544 – 19 ก.ย.2549)  ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2544 ท่ามกลางกระแสนิยมและแรงสนับสนุนทางด้านการเมืองและของมหาชนอย่างล้นหลาม รัฐบาลได้ใช้โอกาสนี้ดำเนินนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างเร่งรัด

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ( กพช.) ครั้งที่ 2/2544 เมื่อวันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2544 นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ ได้มีการแจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลว่า นายกรัฐมนตรีมีความประสงค์จะให้ ปตท. เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างช้าภายในเดือนพฤศจิกายน 2544 ด้วยเหตุผลคือ  การนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์จะช่วยเพิ่มมูลค่าในตลาดทุนและจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก เมื่อรัฐบาลได้ประกาศนโยบายเรื่องนี้ไปแล้ว หากไม่ได้มีการดำเนินการหรือดำเนินการไม่ทันตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ก็จะทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจได้

ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2544 ตามความเห็นขอบของ กพช. ในแนวทางการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ภายใต้พระราชบัญญัติทุน รัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542  อาทิเช่น ให้แยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกจากกิจการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ในลักษณะการแบ่งแยกตามบัญชี (Account Separation) ก่อนนำเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมทั้งในลักษณะการแบ่งแยกตามกฎหมาย (Legal Separation) หลังการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 1 ปี และ เปิดให้บริการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อแก่บุคคลที่สาม (Third Party Access) เป็นต้น

ในการแปรรูป ปตท. นั้น รัฐบาลได้ระบุในหนังสือชี้ชวนว่าจะจัดตั้งองค์กำกับดูแลสาชาพลังงาน (ไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติ) โดยประกาศใช้ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงานภายหลังการแปรรูป และมีการเปิดโอกาสให้ประชาชนจองซื้อหุ้น บมจ. ปตท. จำนวนรวมทั้งสิ้น 220 ล้านหุ้น ผ่านธนาคารพาณิชย์ 5 แห่งทั่วประเทศ  ปรากฏว่าการจองซื้อหุ้นจำนวนดังกล่าวได้หมดภายในระยะเวลาเพียง 1.07 นาที

ในที่สุด หุ้น บมจ. ปตท. ได้ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2544 จากราคาเสนอขายสุดท้าย (Final Price) อยู่ที่ราคา 35 บาทต่อหุ้น ทำให้ บมจ. ปตท. และกระทรวงการคลังมีรายได้จากการขายหุ้นครั้งนี้ จำนวน 32,200 ล้านบาท

การที่ไม่มีองค์กรกำกับดูแล รัฐบาลได้ให้ กพช. ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการก๊าซธรรมชาติ กำกับดูแลอัตราค่าผ่านท่อ คุณภาพการให้บริการ การลงทุนระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งส่งเสริมและขจัดอุปสรรคในการแข่งขัน ซึ่ง กพช. ได้มอบหมายให้ สพช. กระทรวงอุตสาหกรรม(ก่อนจะมีการจัดตั้งกระทรวงพลังงานในปี 2545) และ ปตท. ซึ่งได้แปรรูปเป็นบริษัทเอกชนไปแล้ว ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการด้านก๊าซธรรมชาติร่วมกัน

ในเดือนตุลาคม 2545 รัฐบาลมีการปฏิรูประบบราชการและมีการจัดตั้งกระทรวงพลังงาน แต่การจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลก็ยังไม่แล้วเสร็จ และหลังจากแปรรูป ปตท. ผ่านไป 2 ปี  รัฐบาลทักษิณได้เดินหน้าแปรรูปกิจการไฟฟ้าเป็นลำดับต่อมา โดยในการตรวจเยี่ยมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ของนายกรัฐมนตรี(พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ  ชินวัตร)  เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2546 รัฐบาลได้มีนโยบายให้ชะลอการจัดตั้งตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า (Power Pool)ซึ่งดำเนินการในสมัยรัฐบาลชวน  หลีกภัย และให้แปลงสภาพ กฟผ. เป็นบริษัทมหาชนทั้งองค์กร ด้วยการให้นำทุนของ กฟผ. เข้าจดทะเบียนและกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยภาครัฐยังคงถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวไม่น้อยกว่าร้อยละ 50

ต่อมา ในวันที่ 9 ธันวาคม 2546 ครม.มีมติเห็นชอบตามมติกพช. เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 เรื่องการปรับ โครงสร้างกิจการไฟฟ้าในลักษณะ Enhanced Single Buyer (ESB) คือ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการผลิตและส่งไฟฟ้าเช่นเดียวกับในปัจจุบัน และเป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียว (Single buyer) ส่งกระแสไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย คือ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

ในการกำกับดูแลนั้นรัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าเป็นการชั่วคราวขึ้น เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลเฉพาะกิจการไฟฟ้า ราคาค่าบริการ คุณภาพบริการ และการลงทุน โดยให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ( กพช.) ทำหน้าที่กำกับดูแลในช่วงเปลี่ยนผ่าน  กพช. จึงได้มอบหมายหน้าที่นี้ให้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่ง กพช. ได้แต่งตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2545 เป็นผู้ทำหน้าที่

กบง. จึงมีอำนาจหน้าที่ที่ครอบคลุมทั้งกิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ โดยทำหน้าที่ในการเสนอแนะนโยบายแผนการบริหาร และพัฒนา และมาตรการด้านพลังงาน เสนอความเห็นเกี่ยวกับแผนงาน และโครงการทางด้านพลังงาน กำหนดราคา และอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งเสนอนโยบาย และมาตรการทางด้านราคาพลังงาน การพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า และกำกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ เป็นต้น

องค์ประกอบของ กบง. ประกอบด้วยกรรมการ 11 คน คือ 1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เป็นประธานกรรมการ 2.ปลัดกระทรวงพลังงาน 3.ปลัดกระทรวงคมนาคม 4.ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5.ปลัดกระทรวงพาณิชย์ 6.ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม 7.เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 8.เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 9.ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง  10. ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นกรรมการและเลขานุการ และ 11.ผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

เวลาผ่านมาอีก 2 ปี องค์กรกำกับดูแลกิจการด้านพลังงานยังไม่มีความคืบหน้า  แต่เพื่อรองรับการแปรรูป กฟผ. รัฐบาลได้ใช้วิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้แบบเร่งรัด โดยในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า (กกฟ.) (องค์กรกำกับดูแลชั่วคราว) โดยออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า พ.ศ. 2548 จำนวน 7 ราย ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไป

คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า ประกอบด้วย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ(หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนปัจจุบัน) เป็นประธานกรรมการและเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิประเภทประจำปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา  ในการทำหน้าที่ของคณะกรรมการนั้น จะได้ค่าตอบแทนกรรมการสูงถึงคนละ 200,000 บาทต่อเดือน ประธานกรรมการจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่ากรรมการฯ ทั่วไปร้อยละ 20

ก่อนหน้าที่จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ประมาณ 1 เดือน คือในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2548 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกับประชาชนรวม 11 คนได้ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาสั่งเพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิและประโยชน์ของบริษัทการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) พ.ศ.2548 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนไขเวลาการยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่าผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2548 ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้แปรรูป กฟผ. พร้อมทั้งร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อให้มีคำสั่งระงับการหุ้น กฟผ. ในตลาดหลักทรัพย์ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 16- 17 พ.ย.2548 ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งพิพากษาหรือคำสั่ง ใดๆ

ต่อมาในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2548 ศาลปกครองสูงสุดได้มีการไต่สวนและเห็นควรให้มีคำสั่งระงับการดำเนินการเพื่อเสนอขายหรือดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับขายหุ้นไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น และท้ายที่สุด ในวันที่ 23 มีนาคม 2549 ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับ ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2548 ซึ่งเป็นวันที่ใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ที่เกี่ยวข้องกับ กฟผ. เนื่องจากมีความไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หลังจากนั้นอีก 5 เดือนต่อมา ในวันที่ 31 สิงหาคม 2549 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมประชาชนอีก 5 คน ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อขอให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจสิทธิประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พ.ศ.2544 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2544

ในขณะที่รัฐบาลนั้นได้ถูกรัฐประหารโดยคณะทหารในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ถือเป็นการสิ้นสุดของรัฐบาลทักษิณอย่างกระทันหัน

ในขณะที่กำลังมีการพิจารณาคดีเพิกถอนการแปรรูป ปตท. ของศาลปกครองสูงสุด คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า (กกฟ.) (องค์กรกำกับดูแลชั่วคราว) ทั้งคณะได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานขอลาออกจากตำแหน่ง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 รวมอายุการทำงานทั้งสิ้น 11 เดือน

ต่อมาในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 รัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์ (1 ต.ค.2549 – 29 ม.ค.2551) ได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  โดยในส่วนของนโยบายด้านพลังงานนั้น ให้มีการปรับโครงสร้างการบริหารกิจการพลังงานให้เหมาะสม เพื่อให้การบริหารจัดการพลังงานของประเทศมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยยกร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน เพื่อแยกงานนโยบายและการกำกับดูแลออกจากกันให้มีความชัดเจน ด้วยให้การกำกับดูแลกิจการพลังงานครอบคลุมถึงกิจการ ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ และมีการจัดตั้งองค์กรอิสระกำกับดูแลตามกฎหมาย  พร้อมทั้งเสนอการแก้ไขพระราชกฤษฎีกา กำหนดอำนาจ สิทธิและประโยชน์ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2544 เพื่อโอนอำนาจรัฐ ให้มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ตลอดจนเร่งผลักดัน ปรับปรุง แก้ไข กฎหมายด้านพลังงานอื่นๆ เช่น พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และ พ.ร.บ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 เป็นต้น

ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายกำกับดูแล รัฐบาลได้หันกลับไปใช้มาตรการกำกับดูแลในช่วงเปลี่ยนผ่านภายใต้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กพง.)จำนวน 4 คณะ ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการกำกับดูแลอัตราค่าไฟฟ้าและค่าบริการ คณะอนุกรรมการการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า คณะอนุกรรมการพิจารณาระเบียบการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้า และคณะอนุกรรมการประเมินและคัดเลือกข้อเสนอการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ทั้งนี้มี สนพ. เป็นสำนักงานเลขานุการเหมือนเดิม

นอกจากนี้ สนพ. ยังทำหน้าที่ในการยกร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. …. โดยได้นำบทบัญญัติจากร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการไฟฟ้า พ.ศ. …. ที่ได้ยกร่างไว้เมื่อปี 2548 และได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการไฟฟ้า และคณะกรรมการพัฒนากฎหมายระดับกรมและระดับกระทรวงแล้วนำมาปรับปรุง รวมทั้งได้พิจารณานำบทบัญญัติบางมาตราของร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. …. ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาปรับปรุงเพิ่มเติม และได้นำเสนอคณะอนุกรรมการยกร่างฯ พิจารณาตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2549 จนถึงวันที่ 18 มกราคม 2550 โดยคณะอนุกรรมการยกร่างฯ ได้มีการประชุมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ซึ่งสามารถสรุปหลักการและสาระสำคัญได้ดังนี้

1) เพื่อให้การกำกับดูแลกิจการพลังงานครอบคลุมกิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ โดยไม่ก้าวล่วง กิจการปิโตรเลียมซึ่งมีกฎหมายอื่นกำกับดูแลอยู่แล้ว

2) แยกบทบาทหน้าที่การกำกับดูแลและการกำหนดนโยบายออกจากกัน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้กำหนดนโยบาย และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการพลังงาน

3) กกพ. แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี เนื่องจากต้องปฏิบัติงานภายใต้นโยบายรัฐ แต่เพื่อให้มีการตรวจสอบโดยฝ่ายนิติบัญญัติ จึงกำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนได้

4) ปรับปรุงขั้นตอนการขออนุญาตซึ่งต้องขออนุญาตตามกฎหมายอื่น ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เมื่อพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงานมีผลใช้บังคับ

5) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการออกใบอนุญาตให้ครอบคลุมเรื่องการแข่งขันและป้องกันการใช้อำนาจผูกขาดในทางมิชอบ ตลอดจนกำหนดมาตรฐานในการประกอบกิจการพลังงานและมาตรฐานคุณภาพบริการ

6) ให้มี “กองทุนพัฒนาไฟฟ้า” เพื่อใช้อุดหนุนค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ห่างไกล และเพื่อกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค และ

7) ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ใช้พลังงานประจำเขตเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้ใช้พลังงาน

                อย่างไรก็ตาม ประธานสหภาพแรงงาน รัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (นายศิริชัย ไม้งาม) ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์) เพื่อขอให้ยกเลิกร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. …. ออกไปก่อน เนื่องจากกำลังมีการพิจารณาออกกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ แต่มติ กพช.เมื่อวันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2550 ซึ่งมีนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม เห็นว่า การดำเนินการเพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. …. มีผลบังคับใช้ได้โดยเร็วเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการ โดยไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ในที่สุด พระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย โดยลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2550 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2550 เป็นต้นมา และรัฐบาลได้เร่งนำไปเป็นเหตุผลประกอบในการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุดเพื่อมิให้มีการเพิกถอนการแปรรูป ปตท.ในทันที โดยมิได้มีการยกข้อมูลให้ศาลปกครองสูงสุดได้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า กฎหมายฉบับนี้ มีข้อยกเว้น ไม่ก้าวล่วงใน กิจการปิโตรเลียมซึ่งเป็นข้อพิพาทสำคัญของคดี

ต่อมา ในวันที่ 14 ธันวาคม 2550 หรือนับจากวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้เพียงแค่ 3 วันเท่านั้น ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องการเพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) พ.ศ.2544 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2544 

โดยศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในส่วนของการออกกฎหมายประกอบกิจการพลังงานฉบับนี้ไว้ว่า “ประกอบกับการที่ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่พยายามแก้ไขปัญหา รวมทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ดำเนินการตรา พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค. 2549 ซึ่งบัญญัติให้มีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงาน รวมทั้งกิจการก๊าซธรรมชาติ และการออกใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงาน รวมทั้งเป็นผู้ที่มีอำนาจให้ความเห็นชอบการวางระบบโครงข่ายพลังงาน โดยมีบทบัญญติว่าด้วยการใช้อสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์ในกิจการพลังงาน และการใช้อำนาจมหาชนของรัฐ ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานไว้ และในบทเฉพาะกาลได้บัญญติให้คณะกรรมการกำกับการใช้อำนาจของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ใช้อำนาจแทนคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเป็นการชั่วคราวแล้ว”

                จึงเห็นได้ว่า การออกกฎหมายประกอบกิจการพลังงานฉบับนี้ เป็นปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งในคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

บทที่ 2

สาระสำคัญของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550

พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550  ประกอบด้วย 9 หมวด และบทเฉพาะกาล ดังนี้ หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 องค์กรกำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงาน หมวด 3 การกำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงาน หมวด 4 การคุ้มครองผู้ใช้พลังงาน หมวด 5 การใช้อสังหาริมทรัพย์ หมวด 6 การพิจารณาข้อพิพาทและการอุทธรณ์ หมวด 7 พนักงานเจ้าหน้าที่ หมวด 8 การบังคับทางปกครอง หมวด 9 บทกำหนดโทษ และบทเฉพาะกาล โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

  1. 1.       หลักการสำคัญของกฎหมาย

1.1    มีวัตถุประสงค์เพื่อแยกการกำกับกิจการพลังงาน (regulation) ออกจากการกำหนดนโยบาย (policy) และการดำเนินงาน (operation) ออกจากกัน

1.2    ให้มีการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลอิสระ มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลภายใต้กรอบนโยบายของรัฐ เพื่อความมั่นคงของพลังงาน มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม คุ้มครองผู้ใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อม

  1. 2.       ข้อยกเว้นของกฎหมาย

ตามมาตรา 3 แห่งพ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้

2.1 กิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมเฉพาะที่อยู่ในแปลงสำรวจหรือระหว่างแปลงสำรวจที่เกี่ยวเนื่องกัน

2.2 กิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย และกฎหมายว่าด้วยองค์กรร่วมอื่น ที่มีลักษณะเดียวกันเฉพาะในพื้นที่พัฒนาร่วม หรือพื้นที่ที่มีความหมายอย่างเดียวกัน

2.3 มาตรฐานความปลอดภัยของการขนส่งและการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง

2.4 การขออนุญาตเป็นผู้ค้ำน้ำมันเชื้อเพลิง การแจ้งปริมาณการค้า การสำรอง และคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง

  1. 3.       การป้องกันปัญหาผลประโยชน์ขัดแย้งของกรรมการ

3.1    ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น

3.2    ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดๆในพรรคการเมือง

3.3    ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ

3.4    ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินธุรกิจหรือดำเนินการในกิจการพลังงาน และคู่สมรสของบุคคลดังกล่าวต้องไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินธุรกิจหรือดำเนินการในกิจการพลังงาน

3.5    ไม่ดำรงตำแหน่งใดๆ หรือเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจหรือดำเนินการในกิจการพลังงาน และให้รวมถึงคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการนั้นด้วย

3.6    ไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอื่นใดที่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ

  1. 4.       การได้มาและการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการ

4.1    .ให้มีคณะกรรมการสรรหา ซึ่งเสนอชื่อโดยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ทำการเสนอชื่อบุคคลที่จะได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการต่อรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน

4.2    ให้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเสนอชื่อผู้ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ

4.3    เมื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ นายกรัฐมนตรีจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้ง

4.4    กรรมการมีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

4.5    กรรมการจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อ ตาย มีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ ลาออก ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือกระทำการที่เป็นการขัดแย้งทางผลประโยชน์อันเป็นการฝ่าฝืนตามที่กฎหมายกำหนด คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออก หรือถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง

  1. 5.       อำนาจหน้าที่ของกรรมการ

5.1    กำกับดูแลอัตราค่าบริการให้มีความเป็นธรรมและโปร่งใส

5.2    กำกับการแข่งขันให้เกิดความเป็นธรรม และป้องกันการใช้อำนาจผูกขาดในทางมิชอบ

5.3    กำกับมาตรฐานคุณภาพการให้บริการในการประกอบกิจการพลังงาน

5.4    กำกับมาตรฐานทางวิศวกรรมและความปลอดภัยในการประกอบกิจการพลังงาน ตลอดจนกำกับดูแลการขอใช้หรือการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายพลังงาน และกำกับดูแลการดำเนินการของศูนย์ควบคุมระบบโครงข่ายพลังงาน

5.5    กำกับดูแลกองทุนพัฒนาไฟฟ้าให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน

5.6    กำกับดูแลการใช้อำนาจเวนคืนที่ดินของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานที่เป็นหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งกำกับดูแลการเข้าสำรวจ การกำหนดแนวเขตและการรอนสิทธิ์ที่ดินเพื่อวางระบบโครงข่ายพลังงาน ตลอดจนการเข้าซ่อมบำรุงรักษาระบบโครงข่ายพลังงานของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงาน

5.7    พิจารณาข้อพิพาทและการอุทธรณ์ของผู้ใช้พลังงานและผู้ประกอบกิจการพลังงาน

  1. 6.       ประเภทของใบอนุญาตหรือขอบเขตกิจการที่กำกับดูแล

6.1    กิจการไฟฟ้า แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ กิจการผลิตไฟฟ้า กิจการระบบส่งไฟฟ้า กิจการระบจำหน่ายไฟฟ้า กิจการจำหน่ายไฟฟ้า และกิจการควบคุมระบบไฟฟ้า

6.2    กิจการก๊าซธรรมชาติ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ กิจการท่อขนส่งก๊าซธรรมชาติ กิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ กิจการค้าปลีกก๊าซธรรมชาติผ่านระบบจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ และกิจการเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซ

  1. 7.       กองทุนพัฒนาไฟฟ้า

7.1    ชดเชยและอุดหนุนผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าซึ่งต้องลงทุนวางระบบสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้าไปยังพื้นที่ห่างไกล เพื่อจัดให้มีบริการแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ด้อยโอกาสทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

7.2    ชดเชยผู้ใช้ไฟฟ้าซึ่งต้องจ่ายอัตราค่าไฟฟ้าแพงขึ้นจากการที่ผู้รับใบอนุญาตที่มีศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้ามีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าแพงขึ้น

7.3    พัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า

7.4    ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีในการประกอบกิจการไฟฟ้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้และมีส่วนร่วมในการใช้และการจัดการพลังงานไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด

  1. 8.       อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการผู้ใช้พลังงานประจำเขต

8.1 รับเรื่องร้องเรียนและให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้พลังงาน

8.2 ให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการในด้านการคุ้มครองผู้ใช้พลังงาน

8.3 เสนอมาตรการแก้ไขและปรับปรุงการให้บริการพลังงาน

8.4 ประสานงานกับผู้ประกอบกิจการพลังงานเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับการร้องเรียนของผู้ใช้พลังงานเพื่อปรับปรุงคุณภาพการบริการและแก้ไขเรื่องร้องเรียน

  1. 9.       ที่มาของรายได้และทรัพย์สิน

9.1 เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้

9.2 รายได้หรือผลประโยชน์ที่มาจากการดำเนินงาน

9.3 เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาค

9.4 ดอกผล

บทที่ 3

ปัญหาการกำกับดูแลกิจการพลังงานภายใต้กรอบกฎหมาย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550มาตรา 84(5)ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของรัฐในการกำกับดูแลกิจการด้านเศรษฐกิจต่างๆ ไว้ว่า รัฐต้องกำกับให้การประกอบกิจการมีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ป้องกันการผูกขาดตัดตอนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และคุ้มครองผู้บริโภค

การจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลกิจการพลังงาน ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 แม้จะดูเหมือน จะทำให้ทิศทางในกิจการพลังงานของประเทศไทย ได้มีการแบ่งแยกการกำกับดูแล (regulation) ออกจากการกำหนดนโยบาย (policy) และการดำเนินงาน (operation) ออกจากกัน มีความชัดเจนมากขึ้นกว่าในช่วงที่ผ่านมา และอาจทำให้เชื่อได้ว่าจะทำให้การกำกับกิจการพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ศึกษาผลการดำเนินงานที่ผ่านมาขององค์กรกำกับกิจการพลังงาน พบว่า องค์กำกับดูแลกิจการตามกฎหมายฉบับนี้ ยังไม่สามารถทำหน้าที่ในการกำกับกิจการพลังงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญได้อย่างแท้จริง ด้วยเหตุผลที่สรุปได้ดังต่อไปนี้

  1. 1.       องค์กรกำกับกิจการพลังงานถูกจำกัดขอบเขตหน้าที่ที่สำคัญ

กิจการก๊าซธรรมชาตินับเป็นต้นทุนหลักของกิจการไฟฟ้ามากถึงร้อยละ 70-80 แต่กฎหมายกำกับกิจการพลังงานกลับมิให้อำนาจแก่คณะกรรมการฯในการทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการพลังงานในส่วนนี้ทั้งหมด โดย มีเจตนาตั้งแต่ชั้นร่างกฎหมายที่จะไม่ก้างล่วงกิจการปิโตรเลียมที่มีกฎหมายฉบับอื่นดูแลอยู่  คงให้คณะกรรมการฯดูแลเฉพาะกิจการไฟฟ้าและกิจการท่อส่งก๊าซเท่านั้น  ในขณะที่กิจการผลิตก๊าซธรรมชาติ และกิจการน้ำมัน อันเป็นกิจการพลังงานที่สำคัญและดำเนินการผูกขาดโดยบริษัทเอกชนในปัจจุบัน  รัฐได้ให้กระทรวงพลังงานเป็นผู้ทำหน้าที่กำกับดูแลโดยตรง

ด้วยข้อจำกัดของกฎหมายดังกล่าว  ทำให้คณะกรรมการฯ สามารถกำกับกิจการพลังงานในส่วนปลายน้ำคือ กิจการท่อก๊าซ และกิจการไฟฟ้าเท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบต้นทุนราคาของกิจการต้นน้ำหรือกิจการปิโตรเลียมได้ ทำให้คณะกรรมการฯ ไม่สามารถทำหน้าที่กำกับดูแลราคาค่าบริการพลังงานเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่ 

  1. 2.       อำนาจหน้าที่ของฝ่ายนโยบาย ฝ่ายกำกับดูแล มิได้แยกออกจากกันอย่างแท้จริง

แม้จะมีกฎหมายประกอบกิจการพลังงานเกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่โครงสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนโยบายกับฝ่ายกำกับดูแลยังมีความซ้อนทับกันอยู่  จึงทำให้เป้าหมายของกฎหมายที่ต้องการเกิดการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ของการกำกับ แยกออกจากการกำหนดนโยบาย  หรือแยกออกจากการประกอบการ ไม่อาจบรรลุได้จริง

ทั้งนี้เนื่องจาก กฎหมายการประกอบกิจการพลังงานกำหนดให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้รักษาการณ์ตามกฎหมาย มีอำนาจออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติฉบับนี้  ในขณะเดียวกัน ระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน บทเฉพาะกาลของกฎหมายการประกอบกิจการพลังงานได้กำหนดให้ กพช. ปฏิบัติหน้าที่ไปเป็นคณะกรรมการฯไปพลางก่อน ซึ่ง กพช. ได้นำโครงสร้างการกำกับกิจการพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่านมาใช้  จึงมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการฯ  และให้ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (ผอ. สนพ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และให้ สนพ. ปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน) จนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งเลขาธิการและจัดตั้งสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้

การปฏิบัติหน้าที่ของ กบง.ผนวกกับฐานะคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน จนถึงปัจจุบัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในฐานะประธาน กบง.ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการมากถึง 22 คณะ มีหน้าที่บริหารนโยบายและกำกับดูแลกิจการพลังงานทั้งในส่วนก๊าซธรรมชาติ น้ำมันและไฟฟ้า ทำให้ กบง. มีขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ครอบคลุมกว้างขวางกว่าอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน แม้เมื่อได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานและมีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บทบาทหน้าที่ของ กบง. ที่มี ผอ. สนพ. ทำหน้าที่เลขานุการก็มิได้มีขอบเขตที่ลดลงไปแต่อย่างใด

ดังนั้น เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นรัฐมนตรีรักษาการณ์ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงานด้วย จึงทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีหน้าที่ซ้อนทับในการกำหนดนโยบายและการกำกับกิจการพลังงาน และในขณะเดียวกันก็มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลที่ครอบคลุมกิจการพลังงานทุกประเภท มากกว่าคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเสียอีกที่กำกับดูแลเพียงกิจการไฟฟ้าและท่อส่งก๊าซธรรมชาติเท่านั้น

คณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) (19 ธ.ค.45)

  1. คณะอนุกรรมการพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและคำสั่งนายกรัฐมนตรี (19 เม.ย.43) 1/2543
  2. คณะอนุกรรมการประสานการดำเนินงานในอนาคตของการไฟฟ้า (16 ก.ย.46)
  3. คณะอนุกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (28 ต.ค.48)
  1. คณะอนุกรรมการประสานความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (14 พ.ย.49)
  2. คณะอนุกรรมการกำกับดูแลอัตราค่าไฟฟ้าและค่าบริการ (17 พ.ย.49) – ยกเลิก ตามมติ กบง. 9/2552 (46)
  3. คณะอนุกรรมการการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า (17 พ.ย.49)
  4. คณะอนุกรรมการพิจารณาระเบียบการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้า (17 พ.ย.49) – ยกเลิก ตามมติ กบง. 9/2552 (46)
  5. คณะอนุกรรมการส่งเสริมการผลิตพลังงานจากขยะ (20 พ.ย.49)
  6. คณะอนุกรรมการเอทานอล (12 ธ.ค.49)
  1. คณะอนุกรรมการไบโอดีเซล (12 ธ.ค.49)
  1. คณะอนุกรรมการด้านมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงาน (7 ก.พ.50)
  2. คณะอนุกรรมการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ (16 ก.พ.50)
  3. คณะอนุกรรมการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (28 ก.พ.50) – ยกเลิก ตามมติ กบง. 9/2552 (46)
  4. คณะอนุกรรมการประสานนโยบายและความร่วมมือพหุภาคีด้านพลังงานกับต่างประเทศ (1 มี.ค.50)
  1. คณะอนุกรรมการจัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า (19 มิ.ย.50)
  2. คณะอนุกรรมการการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (4 ก.ย.50)
  3. คณะอนุกรรมการประเมินและคัดเลือกข้อเสนอการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (26 ก.ย.50) – ยกเลิก ตามมติ กบง. 9/2552 (46)
  4. คณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานกองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า (23 ม.ค.51)
  1. คณะอนุกรรมการประสานการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงาน (13 พ.ค.51) – ใหม่
  1. คณะอนุกรรมการศึกษาหลักเกณฑ์การกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (18 ธ.ค. 51)
  2. คณะอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจ่ายเงินชดเชยและการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการปรับภาษีสรรพสามิต (3 มิ.ย.52)
  3. คณะอนุกรรมการพิจารณานโยบายการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (12 มิ.ย.52)
  1. คณะอนุกรรมการพิจารณาการชดเชยราคา NGV (1 ก.ย.52) – ยกเลิก
  2. คณะอนุกรรมการพิจารณาการชดเชยราคา NGV (4 ก.ย.52)
  3. คณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (16 ก.ย.52)
  4. คณะอนุกรรมการพิจรณาแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบางคล้า (23 ธค. 52)
  5. คณะอนุกรรมการทบทวนอัตราส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (22 มีค. 53)
  1. 3.       คณะกรรมการและองค์กรขาดความอิสระอย่างเพียงพอในการทำหน้าที่

ด้วยโครงสร้างของกฎหมายที่กำหนดให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาแผนการดำเนินงานต่างๆของคณะกรรมการฯ และพิจารณางบประมาณรายจ่ายของสำนักงาน เพื่อเสนอขออนุมัติความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี ทำให้คณะกรรมการฯ ต้องปฏิบัติหน้าที่รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแผนพลังงานต่างๆภายใต้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน และฝ่ายนโยบายก็อาจแทรกแซงการทำหน้าที่ขององค์กรกำกับฯ ด้วยการตัดหรือลดงบประมาณได้

นอกจากนี้ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานยังมีส่วนเกี่ยวข้องในการสรรหาคณะกรรมการฯ โดยเป็นผู้เสนอชื่อคณะกรรมการสรรหาจำนวนเก้าคนต่อคณะรัฐมนตรี โดยคณะกรรมการสรรหาจำนวน 4 คน จะต้องเป็นผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม หรือเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และอีก 1 คนเป็นผู้แทนสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นอกจากนี้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานยังสามารถเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีที่จะให้กรรมการฯ พ้นออกจากตำแหน่งได้  ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจึงสามารถแทรกแซงการทำหน้าที่ของคณะกรรมการฯในทางใดทางหนึ่งได้ตลอดเวลา

  1. 4.       ความทับซ้อนทางผลประโยชน์ของข้าราชการระดับสูงกับบริษัทพลังงาน

ในด้านราคาค่าไฟฟ้านั้น  แม้ กบง. จะมีการยกเลิกคณะอนุกรรมการกำกับดูแลอัตราค่าไฟฟ้าและค่าบริการ ไปแล้ว แต่ตามมาตรา 64 ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน ได้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานโดยความเห็นชอบของ กพช. เป็นผู้กำหนดกำหนดนโยบายและแนวทางการกำหนดอัตราค่าบริการในการประกอบกิจการพลังงาน

ซึ่งความเห็นของ กพช. จะมีทิศทางเป็นไปอย่างไรนั้น บรรดาคณะอนุกรรมการที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายใต้ กบง. เช่น คณะอนุกรรมการการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า คณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย คณะอนุกรรมการทบทวนอัตราส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า ซึ่งมีปลัดกระทรวงพลังงานหรือรองปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน และมีผู้อำนวยการ สนพ.เป็นอนุกรรมการ  หรือการที่ สนพ. จัดทำคู่มือการคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติและอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติใหม่ นับเป็นกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดสูตรโครงราคาค่าไฟฟ้า และราคาพลังงานประเภทต่างๆ เป็นอย่างมาก ในขณะที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเป็นเพียงผู้กำกับดูแลอัตราค่าบริการตามสูตรโครงสร้างราคาที่ถูกกำหนดมาแล้วเท่านั้น

ที่สำคัญบุคคลในคณะอนุกรรมการของ กบง. เหล่านี้มีความสัมพันธ์ในเชิงผลประโยชน์ทับซ้อนกับกิจการของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ในฐานะผู้จำหน่ายก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงและต้นทุนหลักของค่าไฟฟ้าทั้งหมด  กรณีที่เห็นได้ชัดคือ กรณีของนายณอคุณ  สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงานปัจจุบัน

ในขณะที่นายณอคุณดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพลังงาน นายณอคุณยังเป็นประธานกรรมการบริษัท ปตท จำกัด(มหาชน) จนเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปลัดกระทรวงพลังงานเมื่อเดือนตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา นายณอคุณได้ลาออกเฉพาะตำแหน่งประธานกรรมการของ ปตท. โดยไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ และจากการตรวจสอบข้อมูลในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังพบอีกว่า นายณอคุณ ปลัดกระทรวงพลังงานคนปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์ และการกลั่น จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในเครือของ ปตท. อีกด้วย ซึ่งตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานหรือรองปลัดกระทรวงพลังงานที่นายณอคุณดำรงตำแหน่งมานั้น นอกจากจะเพี่ยวพันกับการกำหนดโครงสร้างค่าไฟฟ้าแล้ว ยังอยู่ในฐานะประธานอนุกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ซึ่งมีหน้าที่สำคัญคือการพิจารณาเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินและการบริหารจัดการหนี้สินของทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องจ่ายให้กับบริษัทน้ำมันในเครือของ ปตท. นั่นเอง

กรณีนายวีระพล  จีรประดิษฐ์กุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ซึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการ กบง. และเป็นอนุกรรมการของ กบง.อีกหลายคณะทั้งที่เกี่ยวกับด้านพลังงานไฟฟ้าและน้ำมัน  ปัจจุบันยังเป็นกรรมการของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) บริษัทในเครือของ ปตท เช่นกัน

ในส่วนของนายณอคุณนั้น แบบ 56-1 ของ บมจ.ปตท. ปี 2552 ได้รายงานว่า ขณะที่นายณอคุณเป็นประธานกรรมการ บมจ.ปตท.อยู่นั้น ได้ค่าตอบแทนจากการทำหน้าที่นี้ รวมทั้งสิ้น 3,300,000 บาท โดยแบ่งเป็นโบนัส 2,500,000 บาท เบี้ยประชุมรวมเบี้ยรายเดือน เป็นเงิน 800,000 บาท (เบี้ยประชุมคณะกรรมการ ปตท. ประกอบด้วย  เบี้ยกรรมการรายเดือนๆละ  30,000  บาท เบี้ยประชุมครั้งละ  20,000  บาท ประธานกรรมการ ของทุกคณะฯ ให้ได้รับสูงกว่ากรรมการ ในอัตราร้อยละ 25 และการกำหนดค่าตอบแทนที่เป็นเงินโบนัสให้สะท้อนและเชื่อมโยงกับผลประกอบการหรือกำไรสุทธิของ ปตท. ในอัตราเท่ากับร้อยละ 0.05 ของกำไรสุทธิประจำปี 2552  แต่กำหนดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000,000 บาทต่อคนต่อปี  และให้คำนวณจ่ายตามระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง และประธานกรรมการ ปตท. ได้รับสูงกว่ากรรมการฯ ในอัตราร้อยละ 25 : จากตารางแสดงค่าตอบแทนกรรมการ บมจ.ปตท.พบว่า นายณอคุณได้รับค่าโบนัสในปี 2225 เป็นจำนวนเงิน  2,500,000 บาท )

การที่ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพลังงานสามารถเป็นกรรมการในบริษัทเอกชนซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ปตท. ได้เนื่องจากมีการจงใจเปิดช่องกฎหมายไว้ใน พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 มาตรา 5 ได้มีข้อยกเว้นคุณสมบัติให้กับกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ดังนี้

  • ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในนิติบุคคลที่รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นผู้ถือหุ้น เว้นแต่คณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจนั้นมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งกรรมการหรือดำรงตำแหน่งอื่นในนิติบุคคลที่รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นผู้ถือหุ้น
  • ไม่เป็นกรรมการ หรือผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือมีส่วนได้เสียในนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้รับสัมปทาน ผู้ร่วมทุน หรือมีประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้น   เว้นแต่เป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้บริหารโดยการมอบหมายของรัฐวิสาหกิจนั้น

การเปิดช่องกฎหมายในลักษณะดังกล่าว เป็นการสนับสนุนให้ ปตท. สามารถควบคุมกิจการพลังงานในด้านต่างๆได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ค่าตอบแทนที่กรรมการ บมจ.ปตท.ได้รับเป็นรายบุคคล ในปี 2552

หน่วย  : บาท

ลำดับที่

ชื่อ – นามสกุล

จำ
นวนวัน

โบนัส

เบี้ยประชุมกรรมการฯ (รวมเบี้ยรายเดือน)

เบี้ยประชุมกรรมการฯเฉพาะเรื่อง

รวมค่าเบี้ยประชุม

รวมค่าตอบแทน

        1.              นายณอคุณ สิทธิพงศ์

365

2,500,000

800,000

800,000

3,300,000

        2.            2 นายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต

365

2,000,000

640,000

372,000

1,012,000

3,012,000

        3.            3 นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช

365

2,000,000

640,000

120,000

760,000

2,760,000

        4.            4 นายอำพน กิตติอำพน

365

2,000,000

620,000

126,000

746,000

2,746,000

        5.            5 คุณพรทิพย์ จาละ

365

2,000,000

640,000

300,000

940,000

2,940,000

        6.            6 คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม

365

2,000,000

620,000

417,750

1,037,750

3,037,750

        7.            7 นายนริศ ชัยสูตร

365

2,000,000

620,000

620,000

2,620,000

        8.            8 นายชัยเกษม นิติสิริ

365

2,000,000

620,000

114,000

734,000

2,734,000

        9.            8 นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ

365

2,000,000

620,000

620,000

2,620,000

      10.            8 นายวัชรกิติ  วัชโรทัย

266

1,457,534.25

481,000

72,000

553,000

2,010,534.25

      11.            8 นายสุรพล  นิติไกรพจน์

266

1,457,534.25

481,000

72,000

553,000

2,010,534.25

      12.            8 นายสุรชัย  ภู่ประเสริฐ

266

1,457,534.25

481,000

481,000

1,938,534.25

      13.            8 นางเบญจา  หลุยเจริญ

247

1,353,424.66

442,000

442,000

1,795,424.66

      14. นายพิชัย  ชุณหวชิร

189

1,035,616.44

345,000

345,000

1,380,616.44

      15. นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์

365

2,000,000

640,000

640,000

2,640,000

รวมทั้งสิ้น

27,261,643.85

8,690,000

1,593,750

10,283,750

37,545,393.85


บทที่ 4

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

                พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย โดยลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2550 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2550 เป็นต้นมา โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ขึ้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นมา

ด้วยโครงสร้างของกฎหมายฉบับนี้ที่กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการะทรวงพลังงานทำหน้าที่รักษาการณ์ตามกฎหมายและเป็นผู้กำกับดูแลการทำหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงานอีกชั้นหนึ่งนั้น ความจริงแล้วโครงสร้างการกำกับกิจการพลังงานเช่นนี้ได้ถูกใช้มาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2546 ซึ่งเป็นช่วงการแปรรูป กฟผ. ในรูปของ “คณะกรรมการกำกับกิจพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน” ที่รัฐบาลมอบหมายให้ กพช. ทำหน้าที่กำกับดูแลไปพร้อมๆกับการกำหนดนโยบาย และ กพช.มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในฐานะประธาน กพง. ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการพลังงานโดยตรง

โครงสร้างนี้ถูกยกเลิกใช้ไปชั่วคราว ในช่วงปลายปี 2548 เมื่อคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลทักษิณ  ชินวัตรได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า (กกฟ.) (องค์กรกำกับดูแลชั่วคราว)ขึ้นมา แต่มีอายุการทำงานได้เพียงแค่ 1 ปีเท่านั้นเมื่อมีการรัฐประหารและเปลี่ยนรัฐบาล ต่อมาในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์  จุลานนท์ จึงได้มีการนำ “โครงสร้างคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน” มาใช้อีกครั้งระหว่างรอการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน

ดังนั้น การกำกับกิจการพลังงานของประเทศไทยจึงมิได้อยู่ภายใต้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานที่ถูกแต่งตั้งแต่อย่างใด แต่อยู่ภายใต้ผู้กำกับกิจการพลังงานตัวจริงคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่เป็นผู้ให้ใบอนุญาตและกำกับกิจการพลังงานในกลุ่มปิโตรเลียมทั้งหมด  ซึ่งเป็นกิจการพลังงานต้นน้ำ  และยังเป็นผู้กำหนดอัตราค่าบริการในกิจการไฟฟ้า คงปล่อยให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกำกับดูแลเพียงการให้ใบอนุญาตและควบคุมมาตรฐานของการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าตามเกณฑ์ที่กระทรวงพลังงานได้กำหนดไว้ และกำกับดูแลกิจการท่อส่งกีษซธรรมชาติภายใต้สูตรโครงสร้างราคาที่กระทรวงพลังงานกำหนดไว้เช่นกัน

สรุปได้ว่าการกำกับกิจการพลังงานภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 ไม่อาจบรรลุเป้าหมายที่จะให้มีการแยกการกำกับกิจการออกจากกำหนดนโยบายหรือการประกอบการได้อย่างแท้จริง ขณะที่คณะกรรมการการกำกับกิจการพลังงานต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบที่ฝ่ายนโยบายหรือฝ่ายการเมืองกำหนดไว้ภายใต้โครงสร้างของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการที่มีการทับซ้อนทางผลประโยชน์ ส่งผลให้คณะกรรมการกำกับกิจพลังงานขาดความเป็นอิสระและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้เลยในช่วงเวลาที่ผ่านมา

เพื่อให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความอิสระพอสมควร และสามารถบรรลุในหลักการของการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กรกำกับกิจการ กับฝ่ายนโยบายและการประกอบการได้อย่างแท้จริง  จึงมีข้อเสนอเพื่อให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 สรุปได้ดังนี้

  1. ให้คณะกรรมการฯทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการปิโตรเลียม กิจการน้ำมัน และกิจการไฟฟ้าอย่างครบถ้วน โดยให้ยกเลิกกฎหมายเดิมที่ใช้บังคับอยู่ ทั้งนี้ด้วยหลักการเพื่อให้เกิดการแยกอำนาจหน้าที่ด้านนโยบายออกจากด้านกำกับกิจการพลังงาน และการประกอบการออกจากันอย่างแท้จริง
  2. ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการณ์ตามกฎหมาย แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  3. ให้วุฒิสภาหรือคำตัดสินของศาลปกครองหรือการลงชื่อของผู้ใช้พลังงานจำนวน 10,000 รายชื่อเป็นอย่างน้อย สามารถถอดถอนคณะกรรมการฯให้พ้นจากตำแหน่งได้
  4. ให้รัฐจัดสรรงบประมาณเป็นในลักษณะสัดส่วนที่แน่นอน
  5. ให้คณะกรรมการฯ เป็นผู้กำหนดและกำกับดูแลโครงสร้างอัตราค่าบริการพลังงานโดยตรง
  6. คณะกรรมการสรรหาให้ลดสัดส่วนของอดีตข้าราชการระดับสูงให้เหลือเพียงแค่ 1 คน และให้มีผู้แทนคณะกรรมการอิสระองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค 1 คน คณะกรรมการอิสระด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1 คน และด้านพลังงานอีก 1 คน
  7. การประกอบกิจการพลังงานทุกประเภทให้ขอใบอนุญาตจากคณะกรรมการฯ
  8. การประกอบกิจการพลังงาน ต้องอยู่ในข้อบังคับของกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า โดยให้คณะกรรมการกำหนดมาตรการเฉพาะตามลักษณะการประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยเร็ว เพื่อมิให้ผู้รับใบอนุญาตกระทำการอย่างใดอันเป็นการผูกขาด หรือลด หรือจำกัดการแข่งขันในการให้บริการกิจการพลังงาน
  9. คณะกรรมการต้องกำหนดมาตรการการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายในอัตราค่าบริการที่เหมาะสมและไม่เป็นการกีดกันผู้รับใบอนุญาตรายใดรายหนึ่งในการใช้และเชื่อมต่อโครงข่าย
  10. ในการร้องเรียน ให้ผู้ใช้พลังงานมีสิทธิขอตรวจสอบข้อมูล ร้องเรียนต่อผู้รับใบอนุญาต หรือร้องเรียนต่อคณะกรรมการประจำเขต หรือต่อสำนักงานโดยตรงก็ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ให้หน่วยรับเรื่องร้องเรียนมีการจัดตั้งช่องทางรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงสะดวก รวดเร็ว พร้อมทั้งทำหน้าที่ ตรวจสอบ ประสานและแก้ไขปัญหาให้กับผู้ใช้พลังงานโดยเร็ว หากไม่มีการดำเนินการในกรอบเวลาถือว่าผู้รับใบอนุญาตยอมรับในปัญหาที่เกิดขึ้นและต้องชดใช้ในค่าเสียหายที่มีหรือยอมสละสิทธิในการเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ใช้บริการ และหากผู้ร้องเรียนไม่พึงพอใจในการแก้ไขปัญหาให้สามารถอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการได้
  11. ให้มีการรายงานผลการดำเนินการทั้งในด้านการกำหนดอัตราค่าบริการ การให้ใบอนุญาต การกำกับดูแลกิจการ กระบวนการรับเรื่องร้องเรียน และรายงานทางด้านการเงินทั้งหมด ต่อนายกรัฐมนตรีและวุฒิสภา อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

ขอขอบคุณ องค์กรแม่น้ำเพื่อชีวิต ผู้เอื้อเฟื้อข้อมูล
http://www.livingriversiam.org/