ชาวบ้าน น้ำโขงค้านเขื่อนไซยะบุรี ชี้เอ็มอาร์ซีเร่งตัดสินใจเอื้อประโยชน์เอกชน

เครือ ข่ายชาวบ้าน 7 จังหวัดล่ารายชื่อส่งนายกฯ จี้งดลงนามสัญญาซื้อไฟฟ้า

5 เมษายน 2554

เมื่อวัน ที่ 5 เมษายน เวลา 10.00 น. เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัด ภาคอีสาน กว่า 400 คน รวมตัวกันหน้าวัดหาปทุม เขตเทศบาลเมือง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย จัดเวทีเสวนาและแสดงเจตนารมณ์คัดค้านการสร้างเขื่อนไซยะบุรีกั้น แม่น้ำโขง ซึ่งตั้งอยู่ในแขวงไซยะบุรี สปป.ลาว ห่างจากพรมแดนไทยที่อ.เชียงคาน จ.เลย ประมาณ 200 กิโลเมตร โดยจะผลิตไฟฟ้า 1,260 เมกะวัตต์ และ95% ของไฟฟ้า ผลิตเพื่อส่งขายมายังประเทศไทย

นายนิวัต ร้อยแก้ว เครือข่ายรักษ์เชียงของ กล่าวในการจัดงานครั้งนี้ว่า “พวกเรากำลังรวบรวมรายชื่อชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับเขื่อน โดยในวันที่ 18 เมษายน นี้ ภาคประชาชนลุ่มน้ำโขงจากทุกจังหวัดจะนำรายชื่อกว่า 2 หมื่นรายชื่อไปยื่นกับนายกรัฐมนตรี ให้รัฐบาลระงับการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี และภาคประชาชนไทยคัดค้านการสร้างเขื่อนไซยะบุรีที่จะส่งผลกระทบ กับคนลุ่มน้ำโขงตลอดทั้งสายน้ำ ตอนนี้ในพื้นที่สร้างเขื่อนไซยะบุรีมีการเร่งสร้างโดยระเบิดหิน และนำเครื่องจักรกลหนักเข้าไปทำงาน นี่สะท้อนให้เห็นว่าการเร่งสร้างเขื่อนไซยะบุรีเป็นการกระทำที่ ไม่ชอบมาพากล ทั้งที่กระบวนการต่างๆ ร่วมในประเทศลุ่มน้ำโขงยังไม่เห็นชอบด้วย”

นายมนัส ปานขาว ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนท่าบ่อ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย กล่าวว่า “ขอเรียกร้องให้ธนาคารไทยทั้ง 4 แห่งที่ให้กู้เงินสร้างเขื่อนทบทวนการให้กู้เงินครั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ ช.การช่าง ที่เป็นบริษัทไทยหยุดการก่อสร้างและยุติโครงการ และขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการลงนามกับรัฐบาลลาวในการซื้อ ไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี และสุดท้ายขอเรียกร้องให้รัฐบาลเป็นปากเป็นเสียงทำหน้าที่ปกป้อง สิทธิของพลเมืองไทยและพลเมืองลุ่มน้ำโขงที่จะได้รับผลกระทบจากการ สร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง”

นายหาญ ณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการจัดการน้ำ กล่าวว่า “ที่ผ่านมามีการประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่างประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งท่าทีของรัฐบาลเวียดนาม เขมรมีความชัดเจนว่าไม่ต้องการให้มีการสร้างเขื่อนไซยะบุรี แต่ท่าทีรัฐบาลไทยโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะไม่นำความเห็นของภาคประชาชนที่เสนอในที่ประชุมการรับฟังความคิดเห็นที่จัด ขึ้นมาแล้ว 3 ครั้ง คือทุกเวทีไม่ต้องการให้มีการสร้างเขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนอื่นใน ลุ่มน้ำโขง เพราะผลกระทบตอนนี้จาก 4 เขื่อนในจีนมีปรากฏให้เห็นชัดเจนแล้ว รวมถึงการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำสาขามีมากพอแล้ว แต่ละประเทศจึงไม่สมควรมายุ่งเกี่ยวกับแม่น้ำสายหลักคือแม่น้ำโขง ที่สำคัญคือการรับซื้อกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบรีที่รัฐบาลไทยจะ ไปลงนามในครั้งนี้ไม่มีความจำเป็นเพราะไม่ได้อยู่ในแผนพัฒนา พลังงานของประเทศไทย อีกทั้งการสร้างเขื่อนไซยะบุรีไม่มีการเปิดเผยผลการศึกษาผลกระทบ สิ่งแวดล้อมให้กับแต่ละประเทศได้รับทราบ”

ต่อมาใน เวลา 13.30 น. ชาวบ้านได้ร่วมกับชูป้ายประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับโครงการเขื่อน ไซยะบุรี โดยหันป้ายไปทางสำนักงานใหญ่กองเลขาธิการเอ็มอาร์ซี ซึ่งเจ้าหน้าที่เอ็มอาร์ซีต่างวิ่งลงจากอาคารสำนักงานเพื่อมาดู การชุมนุม และจับกลุ่มวิจารณ์

ผู้สื่อ ข่าวแจ้งว่าการประชุมกรรมการร่วมเอ็มอาร์ซีเพื่อพิจารณาโครงการ เขื่อนไซยะบุรีเลื่อนกำหนดเป็นวันที่ 19 เมษายน โดยแต่ละประเทศต้องแสดงจุดยืนว่ายอมรับโครงการดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งกำหนดเดิมคือวันที่ 21 เมษายน นายหาญณรงค์ กล่าวว่าการเลื่อนประชุมให้เร็วขึ้นอาจมีเหตุผลเอื้อประโยชน์แก่ บริษัทช.การช่าง เนื่องจากการประชุมสามัญประจำปีของบริษัทจะจัดขึ้นในวันที่ 22 เมษายน “การที่เลื่อน ประชุมตัดสินใจเขื่อนไซยะบุรีให้เร็วขึ้นมีเลศนัย อาจทำให้บริษัทได้กำไรจากราคาหุ้นที่สูงขึ้นเนื่องจากมีโครงการ ใหม่มูลค่านับแสนล้าน เป็นการเร่งรัดกระบวนการทั้งที่ประชาชนคัดค้านมาโดยตลอด

“หาก รัฐบาลยังไม่หยุดโครงการก็จะหาช่องทางพึ่งกระบวนการศาลเพื่อระงับ โครงการต่อไป เนื่องจากโครงการไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ” นายหาญณรงค์กล่าว

ขอขอบคุณ องค์กรแม่น้ำเพื่อชีวิต ผู้เอื้อเฟื้อข้อมูล  
http://www.livingriversiam.org/